Agel Compensation Plan : แผนรายได้ Agel(เอเจล, อาเจล)
Agel Compensation Plan : แผนรายได้ Agel(เอเจล, อาเจล)
แผนการให้ผลตอบแทนที่ชาญฉลาด ยุติธรรม คุ้มค่ากับการทำงานหนัก คนใหม่ได้เงินเร็ว และ มากพอ คนเก่า ได้เงินมั่นคง เกษียณได้จริง เราคือต้นแบบของแผนการให้ผลตอบแทนของธุรกิจเครือข่ายในอนาคต เราคือ AGEL Enterprise รับข้อมูลเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel Black Tie Dinner
Agel Black Tie Dinner
Agel Black Tie Dinner เป็นงานเชิดชูเกียรติสำหรับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จรับรายได้หลักแสน สุดหรู อลังการ พร้อมความประทับใจมากมาย คุณก็เข้าร่วมงานนี้ได้ เพียงรับรายได้หลักแสนกับ Agel(เอเจล, อาเจล) รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel Dolife Teaser : ตัวอย่างหนังสั้น ต้นกำเนิดเอเจล
Agel Dolife Teaser : ตัวอย่างหนังสั้น ต้นกำเนิดเอเจล
ตัวอย่างภาพยนต์ Agel คุณจะได้ทราบถึงที่มาของ Agel จากประวัติของ CEO&Founder ของ Agel คุณเกรน เจนเซ็น แล้วคุณจะตื่นเต้นไปกับอนาคตของ Agel เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ ในงาน I Am Agel(IAA) 6-7 Nov,2010 นี้ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
I Am Agel(IAA) 2009-07(AgelTV)
I Am Agel(IAA) 2009-07(AgelTV)
18-19 July,2009 @Ambassdor Jomtien Pattaya, Thailand
event ราย 4 เดือน ของ Agel(เอเจล, อาเจล) ความตี่นเต้น แรงบันดาลใจ ความรู้ เทคนิค ที่จะนำพาคุณสู่ความสำเร็จ ถูกรวมไว้ในงานี้ กับพิธีกรสาวตาโต จ๊ะจ๋า พริมรตา เดชอุดม รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
I Am Agel(IAA) 2009-11
I Am Agel(IAA) 2009-11
14-15 Nov,2009 @Ambassdor Jomtien Pattaya, Thailand
event ราย 4 เดือนของ Agel(เอเจล,อาเจล) ความตี่นเต้น แรงบันดาลใจ ความรู้ เทคนิค ที่จะนำพาคุณสู่ความสำเร็จ ถูกรวมไว้ในงานี้ รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
I Am Agel(IAA) 2010-07
I Am Agel(IAA) 2010-07
17-18 July,2010 @Ambassdor Jomtien Pattaya, Thailand
event ราย 4 เดือนของ Agel(เอเจล,อาเจล) ความตี่นเต้น แรงบันดาลใจ ความรู้ เทคนิค ที่จะนำพาคุณสู่ความสำเร็จ ถูกรวมไว้ในงานี้ พร้อมแขกปราศัยพิเศษ Diamond Director จากอิตาลี Fonando Getti รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
I Am Agel(IAA) 2010-11
I Am Agel(IAA) 2010-11
6-7 Nov,2010 @Ambassdor Jomtien Pattaya,Thailand
event ราย 4 เดือนกับ Agel(เอเจล,อาเจล) ครั้งนี้ยิ่งใหญ่ อลังการกว่าที่เคย พบกับแขกปราศัยพิเศษ จาก อิสราเอล ที่มีองค์กรทั่วโลกว่าแสนคน และมี Diamond กว่า 10 รหัสอยู่ใต้องค์กร พร้อมด้วยความมันส์จาก พลพล และ ไท ธนาวุฒิ เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ งานนี้พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel System Overview : ภาพรวมระบบสู่ความสำเร็จของ เอเจล
Agel System Overview : ภาพรวมระบบสู่ความสำเร็จของ เอเจล
ระบบ สิ่งนี้แทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของธุรกิจเลยก็ว่าได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจเครือข่าย Agel(เอเจล,อาเจล) เรามีระบบที่เรียกว่า 4-5-4-5 ที่จะนำพาทุกคนไปสู่ความสำเร็จได้ เพียงมุ่งมั่น ทุ่มเท และเดินตามระบบ คุณก็สำเร็จได้เช่นกัน รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
When Success at Agel : เมื่อคุณสำเร็จใน เอเจล
When Success at Agel : เมื่อคุณสำเร็จใน เอเจล
คนทุกคนมีความฝัน มีความอยากจะได้ ไคร่จะมี แน่นอน แต่สิ่งที่คุณทำอยู่ มันจะพาคุณไปยังสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่???
นี่เป็นเพียงบางส่วนของความสำเร็จใน Agel เราได้เตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คุณแล้ว ทุกคนสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปได้ เหลือเพียงแค่ คุณจะสู้เพื่อเอาสิ่งเหล่านี้ไปหรือไม่!!! รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel Car Fund. : กองทุนรถยนต์หรูจาก เอเจล
Agel Car Fund. : กองทุนรถยนต์หรูจาก เอเจล
คุณคงเคยฝันที่จะได้เป็นเจ้าของรถยนต์หรู อย่างเช่น BENZ แต่หลายคนคงพูดได้แค่ว่า “มันแค่ความฝัน!” “เราจะเป็น ตามที่เราคิด” คุณว่าจริงหรือไม่
หนึ่งในสิทธิประโยชน์ของนักธุรกิจ Agel เพียงคุณจริงจังกับ Agel คุณก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของรถหรูได้ คำถามคือ อีก 3-5 ปีข้างหน้า คุณได้เป็นเจ้าของ BENZ ช้าไปหรือเปล่า! รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
เกิดกี่ชาติ ก็พลาดไม่ได้
เกิดกี่ชาติ ก็พลาดไม่ได้
Agel(เอเจล,อาเจล) คือโอกาสทางธุรกิจที่ดีที่สุด ถ้าคุณพอจะเข้าใจธุรกิจเครือข่าย คุณคงทราบดีว่า “ช่วงเวลาสำคัญเพียงใด” สำหรับธุกิจนี้ รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel for Life : เอเจล มหัศจรรย์แห่งชีวิต
Agel for Life : เอเจล มหัศจรรย์แห่งชีวิต
แต่นักธุรกิจจะทำตลาด แค่ผลิตภัณฑ์ดีจริง ยังไม่พอ มันต้อง “แตกต่าง”
AGEL-เอเจล @All-GEL.com
พบมุมมองของบุคลากรทางด้านการแพทย์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Agel โดยมี hightlight อยู่ที่สูตรการใช้งาน ที่จะทำให้ผู้ใช้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งสูตรนี้เรียกว่า 10-10-10 กับผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “GRN”
Read more…
Agel Testimonial : ประสบการณ์ผู้ใช้ เอเจล
Agel Testimonial : ประสบการณ์ผู้ใช้ เอเจล
สุดยอดผลิตภัณฑ์ ย่อมนำไปสู่สุดยอดธุรกิจได้อย่างแน่นอน!!! พบกับมุมมองของบุคลากรด้านการแพทย์ที่เปิดใจเข้าร่วมธุรกิจกับ Agel ทุกท่านเน้นตรงกันว่า ผลิตภัณฑ์ที่ดีจริง ใช้เห็นผลจริง เพียงแค่แนะนำบอกต่อ ก็สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจ Agel ได้อย่างมหาศาล
นี่เป็นเพียงบางส่วนสำหรับประสบการณ์จากคำบอกเล่าของผู้ใช้จริง เห็นผลจริง ยืนยันว่า Agel คือสุดยอดผลิตภัณฑ์จุดเด่น 2 ข้อของผลิตภัณฑ์ Agel คือ “ได้กิน” เพราะสะดวกในการพกพาไปในทุกทีและทานได้ทุกเวลา “ได้ดูซึม” เพราะนวัตกรรมด้านการนำสารเข้าสู่ร่างกาย ในไปใช้ได้ 90-100% ภานในเวลา 2-10 นาที จึงไม่แปลกที่มีผู้ประทับใจในผลิตภัณฑ์ Agel อย่างมากมาย รับข้อมูลเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel Testimonial Share & Success Story
Agel Testimonial Share & Success Story
Agel สุดยอดบริษัท ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม แผนการตลาดก็ดี ระบบก็สุดยอด คนโน้นก็สำเร็จ คนนี้ก็สำเร็จ คนนั้นก็สำเร็จ แล้วทำไม่คนที่สำเร็จคนต่อไปจะไม่ใช่คุณ!!! รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Agel Products
Agel Products : ผลิตภัณฑ์ เอเจล
คุณคือคนหนึ่งที่รักสุขภาพใช่หรือไม่ คุณคือคนที่ใช้อาหารเสริมอยู่แล้วใช่หรือไม่ คุณเบื่อหน่ายความลำบากในการกลืนผลิตภัณฑ์แบบเม็ด การเขย่านาน ๆ ก่อนกินผลิตภัฑณ์แบบผง และการไม่สะดวกพกพาของผลิตภัฑฑ์แบบน้ำ
พอกันทีกับความลำบากในการใช้อาหารเสริมรักษาสุขภาพ บริษัท AGEL Enterprise ขอนำเสนอนวัตรกรรมใหม่ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบเจล ผลิตภัณฑ์ เอเจล เหนือชั้นด้วยระบบการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ครอบคลุมผูบริโภคทุกกลุ่ม รสชาดดี พกพาสะดวก คุณจึงได้รับคุณค่าได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการ รับรายละเอียดเพิ่มเติม AGEL-เอเจล @All-GEL.com
Read more…
Financial Freedom Blueprint : พิมพ์เขียวสู่อิสรภาพทางการเงิน
Home >> MLM Articles
Financial Freedom Blueprint : พิมพ์เขียวสู่อิสรภาพทางการเงิน
พิมพ์เขียว(Blueprint) คือต้นแบบของสิ่งก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ เครื่องเสียง ฯลฯ แต่ในที่นี้เราจะคุยกันเรื่องของ พิมพ์เขียวของชีวิต…
พิมพ์เขียวสู่อิสรภาพทางการเงิน หรือ Financial Freedom Blueprint ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการนำพาคุณไปสู่อิสรภาพทางการเงิน กินอะไรก็ได้ที่คุณอยากกิน ซื้ออะไรก็ได้ที่คุณอยากซื้อ และที่สำคัญ คุณจะทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ เพราะคุณจะมีอิสรภาพทางด้านเวลาเป็นของแถม
จากเรื่องราวของ เงินสี่ด้าน(Cashflow Quadrant) โดย Robert Kiyosaki กล่าวถึง E-Employee-ลูกจ้าง ,S-Self Employed ,B-Business Owner-เจ้าของกิจการ ,I-Invester-นักลงทุน
Active Income และ Passive Income เกี่ยวกับ E-S-B-I คือ กลุ่มคนด้านซ้าย ได้แก่ E และ S จะรับรายได้จาก Active Income ต้องทำถึงจะได้ แต่ถ้าคุณต้องการที่จะมีอิสรภาพทางการเงินได้นั้น ต้องก้าวข้ามฝั่งไปเป็นคนด้านขวาของเงินสี่ด้าน คือ B และ I เพื่อรับรายได้จาก Passive Income ที่ไม่ต้องทำก็มีรายได้
สำหรับ vdo ที่คุณกำลังจะได้ดูต่อจากนี้ จะเป็นแนวทางที่คุณสามารถนำไปใช้เพื่อก้าวสู่สิ่งที่คุณต้องการได้ ดังเช่นเดียวกับวิทยากรที่ให้ข้อมูลใน vdo นี้ ท่านผู้นี้คือสุดยอดผู้นำ ที่รับรายได้จากบริษัทเครือข่ายมากกว่า 4.5 ล้านบาทต่อเดือน นิติ สว่างทรัพย์ Craw Diamond Director of AGEL Enterprise
Read more…
สรุปเนื้อหาพ่อรวยสอนลูก(Rich Dad Poor Dad) โดย Robert Kiyosaki#2
สรุปเนื้อหาพ่อรวยสอนลูก(Rich Dad Poor Dad) โดย Robert Kiyosaki#2

ตอนที่ห้า บทเรียนที่-4: ภาษี & ประโยชน์ของนิติบุคคล
=== บริษัทเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา แล้วรายจ่ายบางอย่างได้รับการยกเว้นภาษีด้วย ===
ทุกครั้งที่ผมจัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดความรู้ จะกล่าวถึงหลักสำคัญของไหวพริบทางการเงิน 4 อย่าง ดังนี้
- ความรู้ทางบัญชี – อ่านงบการเงินให้เป็น
- ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน – ศิลปะของการใช้เงินทำงาน
- ความเข้าใจตลาด – อุปสงค์และอุปทานในตลาด
- ความรู้เรื่องกฎหมาย
=== คนรวยที่มีบริษัท มักทำดังนี้ 1) รายได้ –>2) รายจ่าย –>3) เสียภาษี ===
=== ส่วนลูกจ้างของบริษัท มักทำดังนี้ 1) รายได้ –>2) เสียภาษี –>3) รายจ่าย ===
ตอนที่หก บทเรียนที่-5: วิธีทำเงินของคนรวย
=== ในชีวิตจริง คนกล้ามักจะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่มีแต่ความฉลาด ===
=== ถ้าจะเก่งเรื่องเงิน คุณต้องมีทั้งความรู้และความกล้า ===
=== ถ้าคุณมีความรูเรื่องเงิน คุณก็มีโอกาสจะเจริญก้าวหน้าไปอีกไกล แต่ถ้าคุณไม่รู้ โลกนี้จะเป็นโลกที่น่ากลัวสำหรับคุณ ===
=== เมื่อ 300 ปีก่อน เจ้าของที่ดินคือเจ้าของขุมทรัพย์ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเจ้าของโรงงานและการผลิต ในปัจจุบันเป็นยุคของการสื่อสารข้อมูลไร้พรมแดน ใครมึขอมูลมากที่สุดและทันสมัยที่สุดคือเจ้าของขุมทรัพย์ ===
=== เกมส์กระแสเงินสด ช่วยให้ผู้เล่นรู้จักวิเคราะห์ทางเลือก เช่น ถ้าหยิบได้เรือหมายถึงคุณต้องมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการซื้อเรือนั้นมา คำถมคือ ‘แล้วคุณจะทำอย่างไร’ ===
=== ผมดูคนเล่นเกมส์มากว่าพันคน ส่วนมากคนที่ออกจาก ‘สนามแข่งหนู’ ได้สำเร็จและเร็วที่สุด คือคนที่มีพื้นฐานความเข้าใจเรื่องตัวเลข & มีความคิดสร้างสรรค์ เขาสามารถมองเห็นตัวเลือกต่างๆ ได้ในทันที ===
=== เงินเล็กน้อย ย่อมกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ ถ้าคุณมีไหวพริบทางการเงิน ===
ไหวพริบทางการเงิน ประกอบด้วยทักษะ 4.ข้อใหญ่ๆ ดังนี้
Read more…
สรุปเนื้อหาพ่อรวยสอนลูก(Rich Dad Poor Dad) โดย Robert Kiyosaki#1
สรุปเนื้อหาพ่อรวยสอนลูก(Rich Dad Poor Dad) โดย Robert Kiyosaki#1

พ่อแท้ ๆ ของผู้เขียน มีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมการศึกษาของรัฐฮาวาย ในหนังสือผู้เขียนเรียกว่า Poor Dad ผู้เขียนมีเพื่อนที่สนิทมากตั้งแต่เด็กๆ ชื่อ ไมค์ และพ่อของไมค์เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในกิจการหลายๆ อย่าง จนมีอาณาจักรที่ใหญ่โต ในหนังสือผู้เขียนเรียกว่า Rich Dad
ตอนที่หนึ่ง พ่อรวย – พ่อจน
พ่อทั้งสองของผู้เขียนต่างก็เป็นคนดี มีผู้เคารพนับถือมาก แต่มีคำสอนเรื่องการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันสุดขั้ว ผู้เขียนได้รับฟังคำสอนที่แตกต่างกันทั้ง 2 ด้านตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ทำให้ผู้เขียนต้องรู้จักวิเคราะห์พิจารณาในคำสอนตั้งแต่เด็ก
| พ่อจน | พ่อรวย |
| ความรักเงิน เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย | การขาดเงิน เป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้าย |
| คนรวยควรเสียภาษีมากๆ เพื่อช่วยคนจน | ภาษีทำโทษคนขยัน ให้รางวัลคนขี้เกียจ |
| เรียนมากๆ จะได้ทำงานกับบริษัทที่มั่นคง | เรียนมากๆ จะได้ซื้อบริษัทที่มั่นคง |
| พ่อไม่รวย เพราะพ่อมีลูก | พ่อต้องรวย เพราะพ่อมีลูก |
| ห้ามพูดเรื่องเงินตอนทานข้าว | ชอบคุยเรื่องเงินตอนทานข้าว |
| เรื่องเงินทองต้องปลอดภัยไว้ก่อน | ต้องรู้จักวิธีจัดการกับความเสี่ยง |
| บ้าน เป็นการลงทุนและทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุด | บ้าน เป็นหนี้สินที่ใหญ่ที่สุดและไม่ใช่การลงทุน |
| ชำระหนี้เป็นอันดับแรก | ชำระหนี้เป็นอันดับสุดท้าย |
| ประหยัดทุกบาททุกสตางค์เพื่อสะสมเงิน | ใช้ทุกบาททุกสตางค์เพื่อการลงทุน |
| สอนวิธีเขียนประวัติส่วนตัวอย่างไร จึงจะได้งานทำ | สอนวิธีเขียนแผนธุรกิจอย่างไร จึงจะสร้างงาน |
| ชาตินี้ ไม่มีวันรวยแน่ | คนรวย เขาไม่ทำกันอย่างนั้นหรอก |
| เงิน ไม่ใช่สิ่งสำคัญ | เงิน คืออำนาจ |
| เรียน เพื่อทำงานให้ได้เงินเดือนสูงๆ | เรียน เพื่อรู้วิธีใช้เงินทำงานให้เรา |
| พ่อ ไม่ทำงานเพื่อเงิน | เงิน ทำงานให้พ่อ |
ตอนที่สอง บทเรียนที่ 1 : คนรวยไม่ทำงานเพื่อเงิน
ผู้เขียนได้รู้จักกับพ่อของไมค์ และขอร้องให้สอนวิธีหาเงิน
“ ถ้าเธออยากทำงานเพื่อเงิน เธอไปเรียนเอาที่โรงเรียน แต่ถ้าอยากเรียนวิธีใช้เงินทำงานให้เรา ฉันจะสอน “
“ การเรียนรู้วิธีใช้เงินทำงาน เป็นวิชาที่ต้องเรียนกันชั่วชีวิต “
“ การขาดเงินนั้น แย่พอๆ กับการผูกติดกับเงินนั่นแหละ “
“ อย่าให้อารมณ์เป็นตัวกำหนดการกระทำ รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ แต่ต้องใช้สมองกำหนดการกระทำ “
Read more…
Pipa VS Ember : การ์ตูนเงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant
Pipa VS Ember : การ์ตูนเงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant
การ์ตูนชุดนี้ มีเนื้อหาที่เป็น highlight จากหนังสือ เงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant โดย Robert Kiyosaki ในชุด พ่อรวยสอนลูก Rich Dad Poor Dad ทางผู้จัดทำอยากให้ทุกคนได้ดู และดูอย่างตั้งใจ เมื่อเปรียบเทียบเนื้อหา กับชีวิตจริงแล้ว การ์ตูนชุดนี้อาจจะช่วยให้แนวคิดการ(เลือกที่จะ)ดำเนินชีวิต ของทุกคนเปลี่ยนไปได้
Read more…
หลักการ SMART กับขายตรง(Direct Sale)
Home >> MLM Articles
หลักการ SMART กับขายตรง(Direct Sale)
อุตสาหกรรมการขายตรงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อธุรกิจขายตรงเติบโต ก็ต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาองค์กรไปสู่มูลค่าของธุรกิจอันมหาศาล มีบริษัทใหม่ ๆ เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมากมาย จนทำให้เป็นที่น่าจับตามองของผู้บริโภคที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของธุรกิจขายตรงเหล่านั้น ซึ่งผู้บริโภคหลาย ๆ คน ก็แปรผันตัวเองมาประกอบอาชีพขายตรง หรือเป็นนักธุรกิจขายตรงอย่างเอาจริงเอาจัง และคาดหวังถึงความสำเร็จในอนาคต โดยในการทำขายตรงนั้นถ้าหากเราตั้งใจจริง เราเลือกทำเพราะความชอบ มีความถนัด และมีความสนุกกับมันก็จะทำให้เรามีความสุขในการประกอบอาชีพขายตรง และนำเราไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จได้ไม่ไกลเกินเอื้อม
การทำขายตรงนั้นเราต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ถึงระบบที่แท้จริงของการขายตรง จนสามารถพัฒนาตนเองเป็นนักขายตรงมืออาชีพและประกอบอาชีพขายตรงได้อย่างยั่งยืน และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำขายตรงต้อง SMART ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้
Specific : เจาะจง
การขายตรงเป็นการนำเสนอและส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า เป้าหมายโดยตรงในลักษณะเจาะจงเฉพาะแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มทำให้การขายตรงต้องพบปะกับลูกค้าที่หลากหลาย โดยลูกค้าแต่ละคนก็จะมีความต้องการและระดับความพึงพอใจที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักขายตรงที่ต้องหาวิธีการตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายให้ได้รับความพึงพอใจโดยต้องศึกษา ทำความเข้าใจและพัฒนารูปแบบของการนำเสนอที่มีความแตกต่าง ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ดังนั้น นักขายตรงจะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเป้าหมายแต่ละรายอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทขายตรงก็จะต้องให้การสนับสนุนกับนักขายตรงของบริษัททั้งในด้านการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และด้านการพัฒนาบุคลากรหรือทีมงานนักขายตรงที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมของนักขายตรงให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
Modern : ทันสมัย
ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่ดี หรือ ไม่ดีก็ได้ แต่ที่แน่นอน คือ ทุกคนต้องการในสิ่งที่ดี ๆ ตรงกับที่ตนเองคาดหวัง การขายตรงก็เช่นกัน ต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องนำเสนอในสิ่งที่ทันสมัย ตรงกับความต้องการของทีมงานและผู้บริโภคเป้าหมาย นั่นแสดงให้เห็นว่า บริษัทขายตรงจะต้องมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ของตลาดขายตรง และนักขายตรงก็จะต้องดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายตรงด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ให้สอดรับกับความพึงพอใจของผู้บริโภคและทีมงาน เพราะคงไม่มีใครที่ต้องการพัฒนาในสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการหรือล้าสมัย ด้วยปัจจุบันยุคของข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลได้ง่ายขึ้น ชอบความรวดเร็ว ทัน สมัย และด้วยบริการที่แตกต่างซึ่งโดนใจ
Achievable : บรรลุเป้าหมาย
ทุกคนจะต้องมีความจำเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของความต้องการในสินค้าหรือบริการ หรือเป็นสิ่งกำหนดถึงเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน และสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ก็คือ เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิต เป้าหมายถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถจูงใจให้เราดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เปรียบเสมือนเป็นการกำหนดเส้นชัยที่เราจะต้องเดินทางไปหามัน และถ้าเราสามารถเดินทางไปสู่เส้นชัยที่เรากำหนดไว้ได้นั้น แสดงว่าเราประสบความสำเร็จ สำหรับการขายตรง การบรรลุเป้าหมายถือเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นที่ต้องการของนักขายตรงซึ่งคาดหวังว่าจะพิชิตมันให้ได้ ทำให้ธุรกิจขายตรงต้องมีการกำหนดแผนการตลาดหรือแผนของการสร้างโอกาสและรายได้ที่มีความชัดเจน เป็นธรรม เข้าถึงหรือบรรลุได้ง่าย และสามารถ ดึงดูดใจผู้บริโภคหรือทีมงาน ให้ได้รับการตอบสนองความพึงพอใจ และนักขายตรงจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจกับแผนการตลาดของบริษัทอย่างชัดเจนโดยต้องวิเคราะห์ถึง ศักยภาพของตนเองว่ามีความสามารถที่จะดำเนินการตามแผนดังกล่าวและสามารถบรรลุตามเป้าหมายของแผนดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างไร
Reliability : น่าเชื่อถือ
สิ่งที่แสดงถึงคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจขายตรง คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นความสามารถของนักขายตรงที่จะนำเสนอและส่งมอบความไว้วางใจ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคและทีมงานตามที่ได้สัญญา หรือควรที่จะเป็นได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจภายในเวลาที่เหมาะสม โดยลูกค้าแต่ละรายจะมีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องการ การเอาใจใส่ ให้การดูแล ด้วยความจริงใจ มุ่งเน้นในคุณภาพของสินค้าและบริการที่สร้างความประทับใจ การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำขายตรง ซึ่งจะมีผลต่อทัศนคติในเชิงบวกของผู้บริโภค สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจขายตรง จนนำไปสู่ความพึงพอใจของผู้บริโภคและทีมงาน โดยต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง และ ทันสมัย ในรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักขายตรงต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าด้วยความ เต็มใจที่จะช่วยเหลือ มีความพร้อม รวดเร็ว ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าไม่มีความยุ่งยาก และมีความเสี่ยงน้อย สร้างให้เกิดความมั่นใจ สะท้อนในภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทและบุคลากร นอกจากนี้บริษัทขายตรงก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะนำเสนอสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีแผนการดำเนินงานสู่โอกาสและรายได้ ซึ่งมีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรมต่อนักขายตรง และง่ายต่อความสำเร็จในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ภาพลักษณ์ทางด้านการบริหารจัดการ และฐานะความมั่นคงทางการเงินของบริษัทก็สามารถสร้างความน่าเชื่อให้แก่ผู้บริโภคได้
Teamwork : ทำงานเป็นทีม
ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการขายตรงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทีมงาน หรือ เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานขายตรง ต้องกระทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ มีการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน มีความสัมพันธ์กัน และมีจุดประสงค์หรือความคาดหวังร่วมกัน ดังนั้นนักขายตรงต้องให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม โดยมีเจตนาที่ดี ตั้งใจ มีทักษะเชื่อมั่นในศักยภาพ ความสามารถของทีมงาน มีการร่วมมือ ประสานงานกันอย่างดี เข้าใจ ยอมรับ และไว้ใจซึ่งกันและกัน สามารถสร้างภาวะความเป็นผู้นำและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กรได้ ทีมงานที่จะประสบความสำเร็จในการขายตรง คือ กลุ่มของบุคคลที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีม โดยต้องยึดถือกรอบเพื่อทำงานร่วมกัน ดังนี้
- มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ทุก ๆ คนในเครือข่ายจะต้องมีเป้าหมาย แนวคิด มุมมองและทัศนคติในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จในอาชีพขายตรง ทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะมีลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทุกคนมีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จด้วย
- จัดการด้วยตนเอง สมาชิกในทีมงานต้องยอมรับบทบาทของตนในเวลาต่าง ๆ กัน สอดคล้องกับความจำเป็น ความต้องการและความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างแตกต่างจากคนอื่นก็สามารถนำมาเป็นส่วนร่วมเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับทีมงาน หรือเครือข่ายได้ หรือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้สมาชิกได้ทราบ เพื่อใช้ในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับตนเองต่อไป
- พึ่งพาตัวเอง ในการดำเนินงานธุรกิจขายตรงต้องอาศัยทีมงานในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่รอผลงานความสำเร็จจากเพื่อนสมาชิกเท่านั้น นักขายตรงต้องร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าที่และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเอื้ออาทร ช่วยเหลือกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้ามีบุคคลหนึ่งบุคคลใดทำงานเกินกำลังหรือประสบปัญหายุ่งยากอันใด ก็จะต้องร่วมมือกันช่วยเหลือนำพาทีมงานไปสู่ความสำเร็จ
เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป นักขายตรงก็ต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อความยั่งยืนในอาชีพการขายตรง แต่ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป สิ่งที่สำคัญคือ เราจะต้องมีความสุขในทุก ๆ วัน ขอให้ทุกคนมีความสุขในอาชีพขายตรง และทำขายตรงต้อง S-M-A-R-T
ที่มา : สยามธุรกิจ
—-Thanks for Reading—-
W.Wanich
หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล
หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองไทยได้มีโอกาสต้อนรับ กูรูทางด้านการจัดการระดับโลกหลายท่าน ล่าสุดก็คือ Peter Drucker ล่่าสุด Drucker ได้นำเสนอผลงานที่เขียนลงในวารสาร Harvard Business Review ในชื่อเรื่อง What Makes an Effective Executive เนื้อหาของบทความนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์กว่า 65 ปีที่ Drucker ได้ทำงานร่วมกับผู้นำองค์กรมาจำนวนมาก Drucker พบว่า ผู้นำที่มีประสิทธิผลนั้นมีลักษณะ บุคลิกภาพ และคุณลักษณะที่หลากหลายมาก แต่ผู้นำที่มีประสิทธิผลจะปฏิบัติตามแนวทางแปดประการ ได้แก่
- พวกเขา จะถามว่า “อะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ”
- พวกเขา จะถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับองค์กร”
- พวกเขา จะพัฒนาแผนงาน
- พวกเขา จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไป
- พวกเขา จะรับผิดชอบต่อการสื่อสาร ถ่ายทอดแผนงานให้เป็นที่รับรู้ และเข้าใจ
- พวกเขา จะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อโอกาสมากกว่าปัญหา
- พวกเขา เป็นผู้นำการประชุมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
- พวกเขา คิด และจะใช้คำว่า “พวกเรา” มากกว่า “ผม” หรือ “ดิฉัน”
โดยภายใต้หลักการทั้งแปดข้อนั้น สองข้อแรกเป็นคำถามที่ก่อให้เกิดความรู้ที่ผู้นำต้องการ สี่ประเด็นต่อมาเป็นการเปลี่ยนความรู้ที่ได้เป็นการปฏิบัติที่เห็นผล และสองข้อสุดท้ายเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งองค์กรมีส่วนร่วมและรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน
เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักการทั้งแปดข้อของ Drucker ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่นะครับ แต่เมื่อเป็นข้อเขียนจากผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดกูรูทางด้านการจัดการของโลก ทุกคนคงจะต้องให้ความสนใจเหมือนกันนะครับ เรามาลองดูทีละประเด็นอย่างย่อ ๆ นะครับ
ประเด็นแรก การถามว่า อะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ เป็นวิธีการที่ผู้นำใช้ในการแสวงหาประเด็น หรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้นำจะต้องรีบลงมือดำเนินการหรือแก้ไข Drucker บอกไว้ว่า เขาไม่เคยเห็นผู้บริหารที่สามารถกำหนดสิ่งที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะทำได้มากกว่าสองเรื่องพร้อม ๆ กัน และเมื่อดำเนินงานในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้นำที่ดีก็จะถามคำถามนี้ กับตัวเองอีกครั้ง เพื่อจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะต้องทำใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่างานที่ไม่สำคัญจะไม่ถูกจัดลำดับนะครับ เพียงแต่จะได้รับการมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำแทน
ประเด็นที่สอง คือคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับองค์กร จะมุ่งที่ทั้งองค์กรเป็นหลักนะครับ ไม่ได้มุ่งที่เฉพาะตัวผู้ถือหุ้น เจ้าของ พนักงาน หรือผู้บริหาร แต่จะให้ความสำคัญกับตัวองค์กรเป็นหลัก
ประเด็นที่สาม ผู้นำที่ดีจะต้องเขียนแผนงานที่จะปฏิบัติ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้นำที่ดีจะต้องสามารถนำความรู้ หรือสิ่งที่รู้ไปสู่การปฏิบัติ การเขียนแผนงานนั้นเป็นเหมือนกับสิ่งที่บอกว่า ผู้บริหารนั้นจะทำอะไรในอนาคต แต่ไม่ได้เป็นข้อสัญญาหรือข้อผูกมัดนะครับ เนื่องจากแผนงานเหล่านั้นจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นแผนงานเหล่านี้ยังจะต้องมีระบบในการกำกับและตรวจสอบที่จะบอกถึงความสำเร็จของการดำเนินงานตามแผนนั้นด้วย
ประเด็นที่สี่ การรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปนั้น การตัดสินใจที่ดีจะต้องทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงชื่อบุคคล ที่รับผิดชอบ ที่จะนำการตัดสินใจนั้นไปปฏิบัติ ระยะเวลาที่ต้องทำให้การปฏิบัตินั้นเห็นผล บุคคลที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้น จะต้องรับทราบและอย่างน้อยไม่ต่อต้านต่อการตัดสินใจนั้น และสุดท้ายจะต้องทราบว่าใครควรที่จะได้รับทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจนั้น ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจก็ตาม
ประเด็นที่ห้า ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถสื่อสารแผนงานและข้อมูลที่สำคัญให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อแผนงานของผู้นำ
ประเด็นที่หก ผู้นำที่ดีจะให้ความสำคัญกับโอกาสมากกว่าปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นจะถูกซุกซ่อนนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการแก้ไข เพียงแต่ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้เป็นการก่อให้เกิดผลลัพธ์ใด ๆ กับองค์กร เป็นเพียงการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง ในขณะที่โอกาสจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์สำหรับองค์กรมากกว่าปัญหา
ประเด็นที่เจ็ด ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักที่จะนำการประชุมได้อย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้เนื่องจากเวลาของผู้บริหารส่วนใหญ่จะหมดไปกับการประชุม แม้กระทั่งการพูดคุยสองต่อสองกับเพื่อนร่วมงานก็ถือเป็นการประชุมอย่างหนึ่ง แนวทางในการนำการประชุมให้ได้ผลดี ก็คือ จะต้องรู้ว่าล่วงหน้าว่า การประชุมที่จะเกิดขึ้นเป็นการประชุมในลักษณะใด เนื่องจากการเตรียมการและแนวทางในการนำการประชุม สำหรับแต่ละวัตถุประสงค์ก็ย่อมที่จะแตกต่างกัน ผู้นำจะต้องมีการเตรียมตัวและวางตัวในลักษณะที่แตกต่างกันสำหรับการประชุมในแต่ละลักษณะ นอกจากนี้ การติดตามงานหลังการประชุมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่ประชุมเสร็จแล้วปล่อยไปโดยขาดการติดตามงาน
ประเด็นสุดท้าย ผู้นำควรจะคิดและพูดในด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่งว่า พวกเรา มากกว่าเป็นเพียงแค่ ผม หรือ ดิฉัน ถึงแม้ผู้นำจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจในขององค์กรก็ตาม แต่การที่งานจะสำเร็จได้จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีควรจะต้องคิดถึง และพยายามตอบสนองต่อความต้องการของทั้งองค์กรมากกว่าแต่ของตนเอง
เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล อาจจะเป็นฉบับย่อหน่อยนะครับ แต่ก็น่าจะทำให้ท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพได้ ถึงแม้จะไม่มีอะไรใหม่แต่ผมเองก็เห็นด้วยกับเขานะครับ ผมมองว่าการเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่พิเศษพิสดาร เพียงแต่ควรทำในสิ่งปกติเหล่านี้ให้ได้ดีที่สุด แถม Drucker ยังพูดไว้ในประเด็นสุดท้ายของบทความด้วยนะครับ ว่าผู้นำที่ดีควรจะ ฟังก่อน แล้วพูดทีหลัง(Listen First, Speak Last) ในประเด็นสุดท้ายนี้ไม่ทราบว่า Drucker ต้องการสื่อถึงใครเป็นพิเศษหรือเปล่านะครับ
ที่มา : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
—- Thanks for Reading —-
W.Wanich
รูปแบบการเป็นผู้นำ (Leadership Styles)
รูปแบบการเป็นผู้นำ (Leadership Styles)
ผู้นำแบบสั่งการ – Directing Style
เป็นรูปแบบผู้นำที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับงานเป็นหลัก มุ่งเน้นผลผลิตและประสิทธิภาพงาน เข้าควบคุม สั่งการ ผลักดันให้เกิดผล ควบคุมการตัดสินใจ แจกแจงบทบาท กำหนดกฎเกณฑ์ วิธีปฏิบัติงานและความคาดหวังที่ชัดเจน มีมาตรการติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด จะไม่ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์กับสมาชิกในทีมมากนัก
เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีความพร้อมน้อย มีข้อจำกัดด้านทักษะความสามารถ และยังขาดความมุ่งมั่นใส่ใจในงาน จึงต้องให้คำชี้แนะขั้นตอนและวิธีการทำงานที่ชัดเจน ใกล้ชิด
ผู้นำแบบชี้แนะ – Guiding Style
เป็นรูปแบบผู้นำที่ให้ความสำคัญกับทั้งผลงานและขวัญกำลังใจ มีการกำกับการบริหารอย่างเข้มข้น ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้สมาชิกในทีมมีความรู้สึกผูกพันกับทีมและมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายและสร้างกระบวนการทำงาน เปิดช่องทางให้สมาชิกได้เสนอความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ คอยให้คำปรึกษาแนะนำกับทีม เสริมสร้างความมั่นใจในความสามารถของทีมพร้อมทั้งตั้งคำถามที่ท้าทายศักยภาพของทีมติดตามผลการปฎิบัติงาน มุ่งเน้นผลผลิตและให้รางวัลในผลสำเร็จ
เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่มีข้อจำกัดด้านทักษะความสามารถอยู่บ้าง
ผู้นำแบบมีส่วนร่วม – Participating Style
เป็นรูปแบบผู้นำที่ให้ความสำคัญกับคนและความรู้สึกของคนเป็นหลัก มีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งไม่เน้นการควบคุมสั่งการ พอใจที่จะให้สมาชิกในทีมมีความสุขกับงานรักษาสัมพันธภาพในทีม สร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร อบอุ่น คอยชี้แนะ ให้กำลังใจ รับฟังและอำนวยความสะดวก กระตุ้นให้สมาชิกในทีมประชุมอภิปรายร่วมกัน ตัดสินใจและแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกัน คอยติดตามผลการปฎิบัติงานและเปิดรับข้อแนะนำ
เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีทักษะความสามารถสูง แต่อาจขาดความมั่นใจ สับสน หรือขาดแรงจูงใจในการทำงาน
ผู้นำแบบกระจายอำนาจ – Empowering Style
เป็นรูปแบบผู้นำที่ให้ความเชื่อถือ ไว้วางใจในฝีมือ ความรู้ความสามารถตลอดจนความรับผิดชอบของสมาชิกในทีม จะกระจายความรับผิดชอบ ให้อิสระในการทำงาน การตัดสินใจต่างๆในขอบเขตที่ตกลงร่วมกัน เข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าที่จำเป็น เข้าแทรกแซงจัดการกับปัญหาหรือข้อขัดแย้งต่อเมื่อมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น ให้การสนับสนุนเมื่อได้รับการร้องขอ คอยตามดูผลงานอยู่ห่างๆ เป็นรูปแบบผู้นำที่ไม่ต้องเน้นทั้งผลงานและความสัมพันธ์มากนัก
เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีความพร้อมสูง มีความรู้ ความสามารถตลอดจนความรับผิดชอบสูง เป็นที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้
ที่มา : smart2rich.com
—-Thanks for reading—-
W.Wanich
ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง และ แชร์ลูกโซ่ คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?
Home >> MLM Articles
ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง และ แชร์ลูกโซ่ คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?
ธุรกิจเครือข่าย(Network Marketing) เป็นหนึ่งในระบบเคลื่อนสินค้าที่เติบโตเร็วที่สุดและถูกเข้าใจผิด มากที่สุดในปัจจุบัน ธุรกิจเครือข่ายถูกเชื่อว่าจะเป็นคลื่นลูกใหม่ในยุคปี 1980s แต่เชื่อผมเถิดว่า มันจะเติบโตได้ไกลกว่านั้นแน่ ภายในยุค 1990s สินค้า และบริการมูลค่ามากกว่า หนึ่งร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ถูกเคลื่อนผ่านบริษัทธุรกิจเครือข่ายทุก ๆ ปี จงจับตามองธุรกิจเครือข่ายในช่วงปี 2000s ถึง 2100s ให้ดี
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านทางรูปภาพและตัวอย่างว่า ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร และสิ่งไหนไม่ใช่ธุรกิจเครือข่าย เรายังจะแสดงให้คุณเห็นว่า คุณจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจในธุรกิจเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ผมขอย้ำ “อธิบายอย่างมีประสิทธิภาพ” ได้อย่างไร
ผมขออนุญาตตอบคำถามที่เป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกถามมากที่สุด และอาจเป็นคำถามที่เป็นพื้นฐานที่สุดของบรรดาคำถามทั้งปวง นั่นคือ “ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing หรือ MLM นั้นคืออะไร”
Marketing หรือ การตลาด หมายถึง การเคลื่อนสินค้าหรือบริการ จากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค
Multi-Level อ้างถึง ระบบในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลผู้ซึ่งทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเคลื่อนตัว
Multi หมายถึง มากกว่าหนึ่ง
Level หมายถึง ระดับหรือรุ่น
คำว่า MLM นั้น แพร่หลายมากเสียจนพวกพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่ที่ผิดกฎหมาย ได้พยายามทำตัวเองให้เหมือนกับธุรกิจเครือข่าย ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างภาพลบอย่างร้ายกาจและไร้เหตุผลให้กับบริษัทธุรกิจ เครือข่ายใหม่ ๆ
มีสามวิธีหลัก ๆ ในการเคลื่อนสินค้าและบริการ คือ
- Retailing หรือ การขายปลีก ผมเชื่อว่า ทุกๆ คนคุ้นเคยกับระบบนี้ดีอยู่แล้ว คุณเดินเข้าไปในร้านของชำ ร้านขายยา หรือห้างสรรพสินค้า แล้วซื้อสินค้าบางอย่างออกมา
- Direct Sales (Single-Level Marketing) หรือ การขายตรง คือการเคลื่อนสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางเทคนิคของการขาย เช่น การไปบ้านลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้า การโทรศัพท์ไปขายของให้กับลูกค้า การขายตรงบางครั้งถือว่าเป็นการขายที่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง (เช่น ร้าน Retail หรือ บริษัทตัวแทนจำหน่าย) ยกตัวอย่าง (แต่ไม่เสมอไป) เช่น การขายประกัน เครื่องครัว สารานุกรม สาวขายเอว่อน มิสทีน
- Multi-Level Marketing (MLM) หรือ การตลาดเครือข่าย คือสิ่งที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ เราไม่ควรสับสนระหว่างสองอย่างข้างบน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการขายตรง คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการตลาดเครือข่ายกับการขายตรง
ยังมีการตลาดอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า การสั่งทางไปรษณีย์ การทำการตลาดแบบไปรษณีย์สามารถถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ Direct sales ได้ บางคนก็ถือว่าการตลาดทางไปรษณีย์เป็นการตลาดแบบที่ 4
แบบที่ 5 ซึ่งมักถูกเข้าใจสับสนกับ MLM ก็ คือ แบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าแชร์ลูกโช่นั้นผิดกฎหมาย เหตุผลสำคัญที่ผิดกฎหมายเพราะว่ามันล้มเหลวในการเคลื่อนผลิตภัณฑ์ หรือการบริการไปสู่ผู้บริโภคได้ ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่เคลื่อนไหว เราจะเรียกมันว่า “การตลาด” ได้อย่างไร แชร์ลูกโซ่สามารถใช้คำว่า “เครือข่าย” ได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่า “การตลาด” ได้
ข้อขัดแย้งส่วนใหญ่ในใจคนมากมาย ที่ทำให้เขาไม่เข้าร่วมทำธุรกิจ MLM คือ เขาไม่รู้ความแตกต่าง ระหว่าง MLM กับ การขายตรง ไม่แปลกใจเลยที่คนส่วนมากสับสนเพราะบริษัท MLM ที่ มีชื่อเสียงส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสมาคมขายตรง และในบางครั้งคุณอาจมองการทำธุรกิจเครือข่ายเหมือนการการขายเดินขายของแบบ เคาะประตู เพราะว่าคุณได้รู้จักกับกับธุรกิจเครือข่ายครั้งแรก เมื่อผู้จำหน่ายเคาะประตูบ้านคุณเพื่อพยายามขายของบางอย่างให้กับคุณ ซึ่งแท้จริงแล้ว มีลักษณะบางอย่างที่แยก MLM ออกจากการขายตรง นั่นคือ หากคุณอยู่ในธุรกิจ MLM คุณอยู่ในธุรกิจเพื่อตัวของคุณเอง แต่ไม่ใช่โดยตัวของคุณเอง
การ เข้าร่วมธุรกิจคือคุณจะซื้อสินค้าในราคาขายส่ง (คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองด้วย) หลายคนเข้าร่วมธุรกิจเพราะเหตุผลข้อนี้ หลังจากนั้นคุณก็จะเริ่ม “เอาจริง” เมื่อคุณซื้อสินค้าในราคา“ขายส่ง” ถ้าคุณต้องการ คุณสามารถ“ขายปลีก” และคุณจะได้ “ผลกำไร” คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คุณ “ต้อง” ขาย ปลีก คุณจึงประสบความสำเร็จ บางบริษัทถึงกับกำหนดยอดขายให้สมาชิกทำยอดตามเป้าเพื่อเขาจะได้รับผลตอบแทน คุณสามารถขายถ้าคุณต้องการ หรือ ถ้าคุณจำเป็นต้องขายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนก็ขายไปเถิดครับ แต่หากคุณต้องการสร้างรายได้มหาศาลแล้วหละก็ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น มาจาก “การสร้างเครือข่าย”
ประเด็นสำคัญ: ให้ การขายเป็นสิ่งที่ตามมาจากการสร้างองค์กรโดยธรรมชาติ คนส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะเขาทำสิ่งที่กลับกัน คือ เขาพยายามสร้างองค์กรโดยการขาย
คำว่า “ขาย” เป็นความคิดทางลบในจิตใจคนถึง 95% ในธุรกิจเครือข่ายคุณไม่จำเป็นต้อง “ขาย” ตามความเข้าใจของโลก แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน ดอน เฟียล่า ได้นิยามคำว่า ขาย ไว้ว่า “การโทรศัพท์ไปหาคนแปลกหน้า เพื่อขายของบางอย่าง ที่เขาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ หรือ ไม่ต้องการ”
ขอยืนยันอีกครั้ง ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน
MLM สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Network Marketing เมื่อ คุณสร้างองค์กร แท้จริงแล้วคุณกำลังสร้างเครือข่ายที่ใช้ในการกระจายสินค้าของคุณเอง การขายนั้นยังคงเป็นรากฐานของธุรกิจเครือข่าย เพียงแต่การขายในธุรกิจเครือข่ายนั้นมาจากการที่ผู้จำหน่าย “แบ่งปัน” ให้กับเพื่อนและญาติพี่น้องของเขา ไม่ใช่ให้กับคนแปลกหน้า การสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จคุณต้อง “สร้างความสมดุล” คุณต้องอุปถัมภ์ และสอน MLM ให้กับคนอื่น และในกระบวนการนี้เอง คุณจะสามารถสร้างลูกค้าได้ซึ่งก็คือเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องของคุณ
อย่าพยายามอุปถัมภ์คนทั้งโลกด้วยตัวของคุณเอง จงจำไว้ว่า Network marketing คือการสร้างองค์กรผู้จำหน่ายจำนวนมาก แต่ละคนขายคนละเล็กคนละน้อย ซึ่งดีกว่าการใช้คนจำนวนน้อยๆ ขายของปริมาณมาก ๆ
บริษัทธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียเงินปริมาณมหาศาลไปกับการโฆษณา เพราะสุดยอดแห่งการโฆษณาก็คือการบอกแบบปากต่อปากของสมาชิก ดังนั้น บริษัทเครือข่ายจึงมีเงินมาใช้ในการพัฒนาสินค้าได้มากกว่าบริษัททั่ว ๆ ไป ดังนั้น คุณภาพสินค้าจึงมักดีกว่าสินค้าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันที่พบตามร้านค้าปลีก คุณจึงเพียงแค่แบ่งปันสินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่าสินค้ายี่ห้ออื่น ๆ ในหมวดเดียวกัน ให้เขาเปลี่ยนมาใช้ยี่ห้อใหม่ ซึ่งคุณได้ทดสอบด้วยตัวคุณเองแล้วว่า มันดีกว่า
คุณ คงเห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่การเดินไปเคาะประตูตามบ้านเพื่อขายสินค้าให้กับคน แปลกหน้า ธุรกิจเครือข่ายที่ผมรู้จักสอนว่า การที่คุณแบ่งปันคุณภาพสินค้าและบริการให้กับเพื่อนของคุณ ทั้งหมดนี้แหละที่ “การขาย” เข้ามาเกี่ยวข้อง จริงๆควรใช้คำว่า “การแบ่งปัน” มากกว่า “การขาย” เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
หากคุณทำงานให้กับบริษัทขายตรง และคุณตัดสินใจที่จะลาออกเพราะคุณต้องย้ายไปอาศัยที่ท้องถิ่นอื่น คุณอาจต้องเริ่มทำงานทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แต่หากคุณอยู่ในบริษัท MLM คุณ สามารถย้ายไปในท้องที่ใดก็ได้ และเริ่มอุปถัมภ์ผู้คนใหม่โดยไม่สูญเสียยอดขายจากองค์กรที่คุณได้สร้างไว้ แล้วในท้องที่เดิม การทำธุรกิจเครือข่ายคุณสามารถสร้างรายได้ได้มากมายจากการสร้างองค์กร ไม่ใช่แค่การขาย ข้าพเจ้ายังขอยืนยังอีกครั้ง คุณสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้จากการขายของ แต่คุณสามารถสร้าง “ความมั่งคั่งอย่างถาวร” ได้ด้วยการสร้างองค์กรเท่านั้น
ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายเพียงแค่ต้องการมีรายได้เพิ่มเดือนละ 5000 , 10000 บาท หรือ 20000 บาท ต่อเดือนและทันใดนั้นเขาต้องการที่จะจริงจังและเขาสามารถทำได้ถึงเดือนละ แสน หรือ 3 แสนได้ หรือมากกว่านั้น เขาเหล่านี้ไม่ได้หาเงินจำนวนมากจากการขายของ เขาทำได้จากการสร้างองค์กร
นั่นคือวัตถุประสงค์ของเวปไซต์แห่งนี้ เราจะให้ความรู้คุณให้สามารถสร้างองค์กรได้และทำได้อย่างรวดเร็วด้วยโดยการ สอนให้คุณสร้างทรรศนะคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายให้กับผู้มุ่ง หวัง หากผู้มุ่งหวังของท่านเข้าใจว่าธุรกิจเครือข่ายนั้นผิดกฎหมายเสียแล้ว คุณจะมีปัญหาในการอุปถัมภ์เขาอย่างแน่นอน
คุณต้องชี้แจงให้เขาเห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อขจัดทรรศนะคติหรือความเข้าใจผิดที่ว่า “ธุรกิจเครือข่ายนั้นเหมือนพีระมิด” ขอให้ทำความเข้าใจตัวอย่างข้างล่างและรูปนี้เพราะคุณสามารถนำมันไปใช้อธิบายกับผู้มุ่งหวังได้
พีระมิด หรือ แชร์ลูกโซ่นั้น สร้างจากยอดลงมาด้านล่าง ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาสู่ธุรกิจเป็นกลุ่มแรกเท่านั้นที่สามารถอยู่ด้านบนของพีระมิด แต่ในรูปสามเหลี่ยมในธุรกิจเครือข่าย ทุกๆ คนเริ่มต้นจากด้านล่างและมีโอกาสเท่า ๆ กันที่จะสร้างองค์กรขนาดใหญ่ของตัวเอง ทุกๆ คนสามารถสร้างองค์กรให้ใหญ่กว่าองค์กรของผู้แนะนำของเขาได้หลายเท่าถ้าต้องการ
ข้อแตกต่างอีกอย่างของ MLM กับการขายตรงนั้นคือการ “ช่วยเหลือ” (Sponsor) ผู้ จำหน่ายคนอื่นๆ บางบริษัทอาจใช้คำว่า การหาสมาชิกใหม่ อย่างไรก็ตาม การ Sponsor กับการหาสมาชิกนั้นต่างกันอย่างแน่นอน คุณ Sponsor คนบางคน แล้ว “สอน” ให้ เขาทำสิ่งที่คุณทำอยู่ เพื่อให้เขาสร้างธุรกิจของเขาเอง การ Sponsor คนบางคน กับการทำให้คนบางคนเซ็นใบสมัครนั้นต่างกันมาก เมื่อคุณ “Sponsor” ใคร บางคน คุณกำลังให้คำมั่นสัญญาที่จะช่วยเขาจนกว่าเขาจะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่ประสงค์ที่จะให้คำมั่น คุณกำลังทำร้ายเขาถ้าคุณทำให้เขาเซ็นใบสมัคร
ณ จุดนี้ สิ่งที่คุณต้องการคือความตั้งใจจริงที่จะช่วยให้เขาสร้างธุรกิจของตัวเอง เวปไซน์แห่งนี้จะเป็นอุปกรณ์ล้ำค่าที่จะแสดงให้คุณเห็นว่าคุณต้องทำอะไร และทำอย่างไร ในการช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้สร้างธุรกิจของตัวเอง
มันเป็น “ความรับผิดชอบ” ของ ผู้แนะนำที่จะสอนผู้ที่เขานำเข้ามาในธุรกิจให้รู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างใน ธุรกิจ เช่น การสั่งสินค้า การจดบันทึกความคืบหน้าในธุรกิจ การเริ่มต้น วิธีในการฝึกอบรม เพราะการช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจเครือข่ายเติบโต เมื่อองค์กรของคุณโต คุณก็จะเป็นนักธุรกิจอิสระที่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดคุณจะกลายเป็นเจ้านายของตัวเอง!
ดังที่ผมกล่าวไปในตอนต้นว่าภายในยุค 1990s MLM หรือธุรกิจเครือข่าย ได้ทำเงินไปมากกว่า หนึ่งร้อยล้านเหรียญ นี่เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก! แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้ ธุรกิจเครือข่ายนั้นอยู่รอบๆ ตัวเรามามากกว่า 40 ปีแล้ว บางบริษัทที่เปิดทำการมากว่า 20 ปี กำลังทำเงินกว่าร้อยล้านเหรียญต่อปี ผมรู้จักบริษัทหนึ่งที่ทำรายได้มากกว่าสองล้านเหรียญในปีแรก ในปีที่สองเขาทำได้ถึงสิบห้าล้านเหรียญ ในปีที่สามเขาคาดหวังรายได้ 75 ล้านและ หนึ่งพันล้านเหรียญภายในปีที่ 5! หลักการในเวปไซน์แห่งนี้จะทำให้คุณเห็นว่าเป้าหมายของเขาจะเป็นจริงได้อย่างไร และสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คน
ที่มา : www.agel-center.com
—Thanks for reading—
W.Wanich
สรุปเนื้อหา The Magic of Think Big(คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก)
สรุปเนื้อหา The Magic of Think Big(คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก)
![]() |
บทที่ 1 กลวิธีจะสร้างพลังความเชื่อ |
|
|
| สรุปอย่างสั้น ๆ วิธีการรักษาข้ออ้างในเรื่องอายุก็คือ | |
|
- ยอมรับกฎของสาเหตุและเหตุผล พิจารณาอีกครั้งถึงสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็น โชคดี ของคนอื่น คุณจะพบว่าไม่ใช่เรื่องของดวงแต่เป็นเรื่องของการเตรียมการ การวางแผนและความคิดมุ่งสู่ความสำเร็จ ชึ่งที่เป็นเรื่องที่มาก่อนโชคลาภ พิจารณาอีกครั้งถึงเรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้ายของคนบางคน
- อย่าเป็นคนอื่นเพ้อฟัน อย่าคิดให้เปลืองสมองและฝันถึงวิธีการเอาชนะหรือประสบผลสำเร็จ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย คุณไม่สามารถทำผลสำเร็จได้ หรือก้าวหน้าในตำแหน่งงาน หรือเพื่อให้ประสบชัยชนะ หรือให้ได้สิ่งดีๆในชีวิตตรงกันข้าม หลักการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ ในตัวเองที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ
บทที่ 4 สร้างความเชื่อมั่นในตนเองและทำลายความหวาดกลัว
สรุปหลักปฏิบัติในการสร้างความเชื่อมั่นและทำลายความหวาดกลัวในตัวเอง
- การปฏิบัติเพื่อรักษาความกลัว แยกแยะความกลัวออกมาแล้วทำในสิ่งที่เหมาะสม การไม่ทำอะไรในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่ากับการเสริมความแข็งแกร่งให้กับความกลัวและทำลายความมั่นใจ
- พยายามเติมกำลังที่จะใส่เฉพาะความคิดที่เป็นบวกลงในความทรงจำ อย่าให้ความคิดเป็นลบและติเตียนตัวเองเติบโตเป็นอสูรกายทางจิตใจ ปฏิเสธฟื้นความหลังที่ขมขื่นทุกประการ
- จัดให้ทุกคนอยู่ในสถานภาพที่เหมาะสม จำไว้ว่า คนเรามีความเหมือนกันกว่าที่จะแตกต่างกัน มองทุกคนด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียมกันเราก็เป็นเพียงมนุษย์อีกคนหนึ่งและสร้างทัศนคติที่เข้าใจผู้คนจำนวนมาก
- ฝึกทำในสิ่งที่จิตสำนึกของคุณบอกว่าถูกต้อง สิ่งนี้จะป้องกันความรู้สึกผิดในจิตใจไม่ให้เกิดขึ้น ทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นสูตรแห่งความสำเร็จที่ใช้ได้ผลในทางปฏิบัติมาก
- ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบอกว่า “ผมมั่นใจ มั่นใจจริง ๆ”
ฝึกเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ในกิจวัตรประจำวันของคุณ
- เป็นคนนั่งแถวหน้า
- สบตาคนที่คุณคุยด้วย
- เดินเร็วขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์
- พูดจาฉะฉาน ชัดถ้อย ชัดคำ
- ยิ้มเปิดเผย
บทที่ 4 จำไว้ว่าคิดใหญ่ดีกว่าในทุกทาง
- อย่ามีปมด้อย เอาชนะความรู้สึกที่ดูถูกตัวเอง มุ่งเน้นในคุณสมบัติของตัวเอง คุณดีกว่าที่คุณคิด
- ใช้คำของคนที่คิดใหญ่ ใช้คำที่ใหญ่ สดใส และรื่นเริง ใช้คำพูดที่ให้สัญญาว่าจะชนะ ใหความหวัง ความสุข ความรื่นเริง หลีกเลี่ยงคำที่สร้างไว้
- มองอนาคตให้ไกลขึ้น ดูว่าอะไรจะเป็นไปได้ ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เป็นอยู่ ฝึกเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ คนอื่นและตัวคุณเอง
- มองงานของคุณให้ใหญ่ขึ้น คิดอย่างจริงจังถึงความสำคัญของงานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งคราวหน้า ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่คุณมองงานในปัจจุบันของคุณ
- อย่าคิดเรื่องจุกจิก เอาใจใส่ต่อวัตถุประสงค์หลัก ก่อนที่จะเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกทั้งหลาย ถามตัวเองว่า ” มันสำคัญอะไรนักหรือ “
- เติบใหญ่โดยการคิดใหญ่
บทที่ 5 วิธีคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์
- เชื่อว่าเราทำได้ เมื่อคุณเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นไปได้ จิตใจของคุณ จะหาหนทางที่จะทำมัน เชื่อว่ามีทางเปิดไปสู่คำตอบ ลบคำว่า “เป็นไปไม่ได้” หรือ “ใช้ไม่ได้” หรือ “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่มีประโยชน์ที่จะลอง” ออกจากความคิดและคำพูดของคุณ
- อย่าให้ความคิดดั้งเดิม ทำให้จิตใจคุณเป็นอัมพาต ยอมรับความคิดใหม่ ๆ ทดลองแนวทางใหม่ เป็นคนหัวก้าวหน้าในทุกสิ่งที่คุณทำ
- ถามตัวเองทุกวันว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร” ไม่มีข้อจำกัดในการปรับปรุงตัวเองเมื่อคุณถามตัวเองว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร?” คำตอบจะปรากฏขึ้น ลองแล้วคอยดู
- ถามตัวเองว่า “เราจะทำให้มากขึ้นได้อย่างไร ?” ความสามารถในการทำงานเป็นสภาวะของจิตใจ การถามตัวเองด้วยคำถามนี้จะส่งสัญญาณให้จิตใจคุณทำงาน หาวิธีที่จะตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ องค์ประกอบร่วมของความสำเร็จในธุรกิจก็คือ ทำสิ่งที่คุณทำให้ดีขึ้น (ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์) และทำในสิ่งที่คุณทำให้มากขึ้น (เพิ่มปริมาณของผลผลิต)
- ฝึกถามและฟัง ถามและฟังแล้วคุณจะได้วัตถุดิบที่จะใช้ในการตัดสินใจที่ถูกต้อง จำไว้ว่าคนใหญ่ผูกขาดการฟัง คนเล็กผูกขาดการพูด
- เปิดใจของคุณ ให้จิตใจของคุณได้รับการกระตุ้น สังสรรค์กับคนที่จะช่วยให้คุณคิดถึงความคิดใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ ในการทำสิ่งต่าง ๆ คลุกคลีกับคนที่อยู่ในอาชีพอื่น
บทที่ 6 คุณเป็นไปตามที่คุณคิดว่าคุณเป็น
ข้อแนะนำที่จำทำให้คนอื่นทำงานให้คุณมากขึ้น
- แสดงทัศนคติทางด้านบวกเสมอเกี่ยวกับงานของคุณ เพื่อว่าลูกน้องจะได้รับความคิดที่ถูกต้อง
- ในแต่ละวันขณะที่คุณทำงาน ถามตัวคุณเองว่า
- “ฉันมีค่าในทุกด้านที่สมควรแก่การเลียนแบบหรือไม่ ?”
- “นิสัยบางอย่างของฉันเป็นนิสัยของลูกน้องหรือไม่ ?”
หล่อหลอมคำถามที่ว่า ”นี่เป็นวิธีที่คนสำคัญใช้ ใช่หรือไม่ ?” ลงในจิตใจของคุณ ใช้คำถามทำให้ตัวคุณใหญ่ขึ้น และประสบผลสำเร็จสูงขึ้น
กล่าวโดยย่อ จำไว้ว่า
- คิดว่าตัวเองสำคัญ มันช่วยให้คุณคิดสำคัญ การปรากฏกายของคุณ พูดกับคุณ ให้แน่ใจว่ามันช่วยยกระดับขวัญกำลังใจ และความเชื่อมั่น ในตนเองของคุณ การปรากฏกายของคุณ พูดกับคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นให้แน่ใจว่ามันพูดว่า “นี่คือคนสำคัญ ฉลาด มั่งคั่ง และไว้ใจได้”
- คิดว่างานของคุณสำคัญ คิดแบบนี้แล้วคุณจะได้รับสัญญาจากจิตใจถึงวิธีที่จะทำงานของคุณให้ดีขึ้น คิดว่างานของคุณสำคัญแล้วลูกน้องของคุณจะคิดว่างานของเขามีความสำคัญเช่นกัน
- พูดอย่างห้าวหาญกับตัวเองวันละหลาย ๆ ครั้ง สร้างโฆษณา “ขายตัวเองให้กับตัวคุณเอง” พูดย้ำกับตัวเองในทุกโอกาสว่า คุณเป็นคนชั้นหนึ่ง
- ในทุกสถานการณ์ของชีวิต ถามตัวเองว่า “นี่เป็นวิธีการที่คนสำคัญคิด ใช่หรือไม่ ?” แล้วเชื่อฟังคำตอบนั้น
บทที่ 7 จัดการกับสภาพแวดล้อมของคุณเอาชั้นหนึ่ง
วิธีทดสอบว่า ตัวเองเป็นคนชอบนินทา หรือไม่
- ผมชอบปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับคนอื่นหรือไม่
- ผมมีเรื่องดี ๆ ที่จะพูดเกี่ยวกับคนอื่นเสมอ
- ผมชอบฟังรายงานเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวหรือไม่
- ผมตัดสินคนอื่นเฉพาะบนพื้นฐานของความเป็นจริงใช่ใหม
- ผมชอบสนับสนุนคนอื่นให้เล่าข่าวลือให้ผมฟัง
- ผมชอบเริ่มคำสนทนาด้วยคำว่า “อย่าบอกใคร” หรือไม่
- ผมเก็บเรื่องลับเป็นความลับหรือไม่
- ผมรู้สึกผิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูดถึงคนอื่นหรือไม่
สรุปการทำให้สภาพแวดล้อมของคุณ นำคุณไปสู่ความสำเร็จ
- เป็นคนระวังในเรื่องสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับการที่อาหารสร้างร่างกาย อาหารใจ สร้างจิตใจ
- ใช้สภาพแวดล้อมของคุณทำให้คุณ ไม่ใช่ต่อต้านคุณอย่าให้พลังด้านที่มาจากคนที่มี ความคิดลบ คนที่ชอบคิดแต่ว่าทำไม่ได้ มาทำให้คุณไขว้เขว และคิดอย่างพ่ายแพ้
- อย่าให้คนคิดเล็กดึงคุณไว้ คนขี้อิจฉาต้องการเห็นคุณล้ม อย่าให้เขาสมหวัง
- ขอคำแนะนำจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ อนาคตของคุณเป็นสิ่งสำคัญ อย่าเสี่ยงกับที่ปรึกษาอิสระที่มีชีวิตที่ล้มเหลว
- รับแสงแดดของจิตใจให้มาก สังคมกับคนกลุ่มใหม่ๆ ค้นหาและทำสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น
- โยนยาพิษของความคิดออกจากสภาพแวดล้อมของคุณ หลีกเลี่ยงการนินทา คุยเกี่ยวกับเรื่องงานแต่พูดเฉพาะในด้านที่เป็นบวก
- เอาชั้นหนึ่งในทุกสิ่งที่คุณทำ คุณไม่มีปัญญาเอาชั้นอื่นแพงเกินไป เมื่อเทียบกับคุณภาพของมัน
บทที่ 8 ทำให้ทัศนคติของคุณเป็นพวกเดียวกับคุณ
วิธีการปลูกฝังทัศนคติ 3 ประการให้เกิดกับคุณ
- ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า ผมกระตือรือร้น
- ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า คุณเป็นคนสำคัญ
- ปลูกฝังทัศนคติ บริการเป็นอันดับหนึ่ง
สรุปวิธีปลูกฝังทัศนคติที่จะนำให้คุณไปสู่ความสำเร็จ
1. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า “ฉันกระตือรือร้น” ผลตอบแทนมาเป็นสัดส่วนกับความ กระตือรือร้นที่ลงทุนลงไปมีสิ่ง 3 สิ่งที่จะช่วยทำให้คุณกระตือรือร้นดังนี้
- ศึกษาให้ลึกซึ้ง เมื่อคุณพบว่าคุณไม่ได้สนใจในบางสิ่งบางอย่างค้นคว้าและเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับมัน สิ่งนี้จะสร้างความกระตือรือร้นขึ้นมาได้
- เพิ่มชีวิตชีวา ในทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ การยิ้มของคุณ การจับมือการพูด แม้แต่การเดิน ทำให้มีชีวิตชีวา
- การประกาศข่าวดี ไม่มีใครเคยประสบความสำเร็จในทางที่เป็นบวกโดยการประกาศข่าวร้าย
2. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า คุณเป็นคนสำคัญ และทุกคนจะทำให้คุณมากกว่าเมื่อคุณทำให้เขารู้สึกสำคัญ อย่าลืมทำสิ่งต่อไปนี้
- ในทุกโอกาสแสดงความสำนึกในบุญคุณเท่าที่ทำได้ และทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญ
- เรียกคนอื่นโดยเรียกชื่อของเขา
3. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า บริการอยู่เหนือสิ่งอื่นใด และดูเงินที่จะตามมาเอง ตั้งเป็นกฏว่าคุณจะทำให้คนอื่นมากกว่าที่เขาคาดว่าจะได้รับ
บทที่ 9 คิดให้ถูกต้องต่อคนอื่น
กฎ 10 ข้อ ทำให้คนชอบคุณ
- เรียนรู้ที่จะจำชื่อคน การขาดประสิทธิภาพที่จุดนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่า ความสนใจของคุณยังไม่ได้เปิดออกไปเพียงพอ
- เป็นคนที่เป็นกันเอง เพื่อว่าคนที่พบคุณจะได้ไม่เกิดความเครียด
- ทำตัวให้เป็นคนง่ายๆ เพื่อสิ่งต่างๆ จะไม่ทำให้คุณหัวเสีย
- อย่าอวดดี ระวังการแสดงออกที่จะสร้างความรู้สึกว่า คุณรู้ทุกอย่าง
- ทำตัวให้น่าสนใจ เพื่อที่ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับคุณจะได้บางสิ่งบางอย่างที่มีประโยชน์
- พยายามที่จะตัดส่วนความ ” หลุกหลิก” ของบุคลิกภาพของคุณออกไป แม้แต่ส่วนที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว
- พยายามที่จะไกล่เกลี่ยความไม่เข้าใจทุกอย่างที่คุณเคยมี หรือที่กำลังมีอยู่อย่างจริงใจ บนพื้นฐานของศาสนา ลืมความขมขื่นให้หมด
- ฝึกชอบคน จนกระทั่งคุณทำได้จริงๆ
- อย่าพลาดโอกาสแม้แต่ครั้งเดียวที่จะพูดแสดงความยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น หรือแสดงความเห็นใจในความโศกเศร้าหรือผิดหวัง
- ให้ขวัญและกำลังใจแก่คน และเขาจะมีความรักต่อคุณอย่างแท้จริง
6 วิธีการที่จะได้เพื่อน
- แนะนำตัวเองกับคนอื่นในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะในงานปาร์ตี้ การพบปะสร้างสรรค์ บนเครื่องบิน ในงาน และทุกๆ แห่ง
- ให้แน่ใจว่าคนอื่นจำชื่อของคุณได้เป็นพิเศษ
- ให้แน่ใจว่าคุณเรียกชื่อคนอื่นถูกต้องตามที่เขาออกเสียง
- เขียนชื่อคนอื่น และให้แน่ใจค่อนข้างมากว่าคุณสะกดชื่อของเขาถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ขอที่อยู่และเบอร์โทศัพท์ด้วย
- ส่งจดหมายส่วนตัวหรือโทรศัพท์ถึงเพื่อนใหม่ที่คุณรู้สึกต้องการที่จะรู้จักให้ดีขึ้น นี่เป็นประเด็นสำคัญ ผู้ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่สร้างสัมพันธ์ต่อเนื่องกับเพื่อนใหม่โดยจดหมาย หรือโทรศัพท์
- และสุดท้าย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พูดสิ่งที่รื่นรมย์กับคนแปลกหน้า มันทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นและทำให้คุณพร้อมสำหรับภารกิจข้างหน้า
สรุปการปฏิบัติสำหรับการคิดอย่างถูกต้องต่อคนอื่น
- ทำให้ตัวเองเบาลงในการที่จะยก ฝึกเป็นคนที่น่านิยมชมชอบ ฝึกเป็นคนประเภทที่คนทั่วไปชอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาสนับสนุนคุณ และเติมเชื้อเพลิงให้กับโปรแกรมสร้างความสำเร็จของคุณ
- เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างความเป็นเพื่อน แนะนำตัวเองกับคนอื่นในทุกโอกาสที่ทำได้ ให้แน่ใจว่าคุณได้ชื่อที่ถูกต้องของคนอื่น และให้แน่ใจเท่าๆ กันว่า เขาได้ชื่อคุณเช่นเดียวกัน ส่งจดหมายส่วนตัวถึงเพื่อนใหม่ของคุณ ถ้าคุณอยากรู้จักเขาเขาดีขึ้น
- ยอมรับความแตกต่างและข้อจำกัดในมนุษย์ อย่าคาดหวังความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์จากผู้ใด อย่าลืมว่าคนอื่นมีสิทธิที่จะแตกต่าง และอย่าเป็นคนชอบแย้ง
- เปิดช่องบวก สถานีจิตใจที่ดี ค้นหาคุณสมบัติที่จะชื่นชอบและยกย่องคนอื่น ไม่ใช่ค้นหาแต่สิ่งที่จะทำให้เกลียด และอย่าให้คนอื่นทำให้ความคิดของคุณลำเอียงกับบุคคลที่สาม คิดสิ่งที่เป็นบวกต่อคนอื่น แล้วคุณจะได้ผลที่เป็นบวก
- ฝึกเป็นคนเอื้ออารีในการสนทนา เป็นเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จ สนับสนุนให้คนอื่นพูด ให้คนอื่นพูดกับคุณเกี่ยวกับตัวเขา ความเห็นของเขา และความสำเร็จของเขา
- ฝึกเป็นคนเอื้อเฟื้อตลอดเวลา มันทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้น และมันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นด้วย
- อย่าโทษคนอื่นเมื่อคุณพ่ายแพ้ จำไว้ว่าวิธีการที่คุณคิด เมื่อคุณประสบความพ่ายแพ้จะเป็นตัวกำหนดว่าอีกนานเท่าไรคุณถึงจะชนะ
บทที่ 10 สร้างนิสัยในการลงมือทำ
- เป็นคนกระตือรือร้น เป็นคนทำงาน เป็นนักทำ อย่าเอามือซุกหีบ
- อย่ารอจนกระทั่งเงื่อนไขต่างๆ สมบูรณ์แบบ มันไม่มีเกิดขึ้นเผชิญหน้ากับความยุ่งยาก และอุปสรรคในอนาคต และแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น
- จำไว้ว่า ลำพังความคิดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความสำเร็จ แต่ความคิดจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้รับการปฏิบัติ
- ใช้การลงมือปฏิบัติช่วยขจัดความกลัวและสร้างความมั่นใจ ทำในสิ่งที่กลัวแล้วความกลัวจะหายไป ลองทำแล้วคอยดู
- ติดเครื่องความคิดของคุณด้วยมือ อย่ารอให้จิตใจผลักดันคุณให้ทำแต่ลงมือทำไปก่อน แล้วคุณจะผลักดันจิตใจให้คิด
- คิดในเกณฑ์ของคำว่า เดี๋ยวนี้ คำว่าพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า วันหลัง หรือ คำอื่นๆ ที่คล้ายกันนั้น มักเป็นคำที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับคำแห่งความล้มเหลวนั่นคือไม่มีวัน จงเป็นคนประเภท ” ฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้”
- นั่งลงและทำงาน อย่าเสียเวลาเตรียมตัวที่จะทำ เอาเวลานั้นมาทำงานดีกว่า
- เป็นผู้ริเริ่ม เป็นนักรณรง หยิบลูกบอล และออกวิ่ง เป็นอาสาสมัคร แสดงให้เห็นว่า คุณมีความสามารถและมีความทะเยอทะยาน ที่จะทำ
บทที่ 11 วิธีเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ
สรุปวิธีเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ
- ศึกษาความพ่ายแพ้เพื่อที่จะปูทางไปสู่ความสำเร็จ เมื่อคุณแพ้ ควรเรียนรู้และเอาชนะในครั้งต่อไป
- มีความกล้าหาญที่จะวิจารณ์ตัวเอง ค้นให้พบความผิดพลาดและจุดอ่อนของตัวเอง และทำการแก้ไข สิ่งนี้จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ
- หยุดโทษโชคชะตา ตรวจสอบการพ่ายแพ้แต่ละครั้ง ค้นหาว่าอะไรผิดพลาด จำไว้ว่าการโทษโชคชะตาไม่ทำให้ใครสามารถไปในที่ที่เขาต้องการจะไปได้
- ผสมผสานความมุมานะกับการทดลอง ยึดติดกับเป้าหมาย แต่อย่าเอาหัวชนฝา ทดลองวิธีการใหม่ๆ
- จำไว้ว่า มีด้านที่ดีอยู่ในทุกสถานการณ์ ค้นหาดู มองด้านที่ดี และ หันหลังให้กับความท้อแท้หมดหวัง
บทที่ 12 ใช้เป้าหมายช่วยให้คุณโต
สรุปเป้าหมายการสร้างความสำเร็จ
- กำหนดให้ชัดเจนว่าคุณต้องการไปทางไหน สร้างภาพพจน์ของตัวคุณเอง 10 ปีนับจากนี้
- เขียนแผน 10 ปีของคุณ ชีวิตของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นไปตามดวง เขียนลงในกระดาษในสิ่งที่คุณต้องการทำให้สำเร็จในงานของคุณ ครอบครัว และชีวิตในสังคม
- ยอมจำนนต่อความปรารถนาของคุณ ตั้งเป้าหมายเพื่อให้ได้รับพลังงาน ตั้งเป้าหมายเพื่อให้สิ่งต่างๆ ได้รับการปฏิบัติจนสำเร็จ ตั้งเป้าหมายและพบความสนุกสนานและเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต
- ปล่อยให้เป้าหมายหลักของคุณเป็นตัวชี้นำชีวิตอัตโนมัติของคุณ เมื่อ คุณปล่อยให้เป้าหมายครอบจิตใจของคุณ คุณจะพบว่าคุณตัดสินใจอย่างถูกต้อง ที่จะบรรลุสู่เป้าหมายนั้นเสมอ
- ทำงานสู่เป้าหมายทีละขั้น ถือว่าแต่ละก้าวที่คุณทำเป็นอีกก้าวหนึ่งสู่เป้าหมาย ไม่ว่าก้าวนั้นจะดูเหมือนก้าวเล็กแค่ไหนก็ตาม
- สร้างเป้าหมาย 30 วัน ความพยายามในแต่ละวัน ในที่สุด จะให้ผลที่ต้องการตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
- เดินอ้อมในการก้าวย่างของคุณ ทางอ้อมมีความหมายเป็นเพียงอีกทางหนึ่ง มันไม่ควรจะหมายถึงการยอมจำนนในเป้าหมายของคุณ
- ลงทุนในตัวเอง ซื้อสิ่งที่สร้างพลังทางจิตใจและประสิทธิภาพ ลงทุนในการศึกษา ลงทุนในสิ่งที่สร้างความคิด
บทที่ 13 วิธีที่จะคิดเหมือนกับเป็นผู้นำ
หลักการหรือกฏแห่งการเป็นผู้นำ 4 ประการ
- แลกเปลี่ยนจิตใจกับคนที่คุณต้องการจะมีอำนาจชักจูงใจเขา
- คิดว่า อะไรคือ วิธีการการจัดการกับปัญหาอย่างมีความเป็นมนุษย์
- คิดอย่างก้าวหน้า เชื่อในความก้าวหน้าและผลักดันเพื่อความก้าวหน้า
- หาเวลานอกเพื่อที่จะปรึกษากับตัวเอง
อุทาหรณ์ – ประจำตัว “โลกนี้ จะเป็นอย่างไร ถ้าคนทุกคนในโลก เหมือนกับผม”
สรุปการคิดที่จะเป็นผู้นำ
- แลกเปลี่ยนจิตใจกับคนที่คุณต้องการ มีอำนาจชักจูงจิตใจ มันเป็นการง่ายที่จะทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณต้องการให้เขาทำ ถ้าคุณจะมองสิ่งต่างๆ จากสายตาของเขา ถามตัวเองด้วยคำถามนี้ก่อนที่คุณจะลงมือทำ “ผมจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ถ้าผมเป็นเขา และเขาเป็นผม “
- ประยุกต์ใช้กฏ ” ความเป็นมนุษย์” ในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นถามว่า ” อะไรคือ วิธีที่มีความเป็นมนุษย์ในการจัดการกับปัญหานี้ ?” ในทุกๆ สิ่งที่คุณทำ แสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก ปฏิบัติต่อคนในแบบที่คุณอยากได้รับการปฏิบัติ คุณจะได้รับผลตอบแทนไม่ช้าก็เร็ว
- คิดอย่างก้าวหน้า เชื่อในความก้าวหน้า และผลักดันเพื่อความก้าวหน้า คิดปรับปรุงในทุกสิ่งที่คุณทำ คิดมาตรฐานสูงในทุกสิ่งที่คุณทำ ในระยะเวลาหนึ่งลูกน้องมีแนวโน้มที่จะเป็นรูปสำเนาของหัวหน้าของเขา ให้แน่ใจว่ารูปต้นแบบมีค่าควรแก่การทำสำเนา ตั้งเป็นนโยบายส่วนตัวต่อไปนี้ “ที่บ้าน ที่ทำงาน ในสังคม ถ้ามันเป็นเรื่องของความก้าวหน้า ผมเห็นด้วย “
- หาเวลานอกพูดคุยกับตนเอง และดึงพลังความคิดชั้นสุดยอดของคุณออกมาใช้ การตั้งใจอยู่โดดเดี่ยว ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ใช้มันในการปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ของคุณออกมา ใช้มันในการค้นหาคำตอบให้แก่ปัญหาส่วนตัวและธุรกิจ ดังนั้นใช้เวลาบางส่วนสำหรับอยู่ตัวคนเดียว ทุกวันเพียงเพื่อที่จะคิด ใช้เทคนิคการคิดที่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายใช้ นั่น คือ พูดคุยกับตัวเอง
บทที่ 14 วิธีใช้ความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่สุดของชีวิต
A.
- คุณชนะถ้าคุณปฏิเสธที่จะสู้กับคนคิดเล็กคิดน้อย การต่อสู้กับคนเล็กจะลดขนาดของคุณให้เท่ากับขนาดของเขา เพราะฉะนั้นยืนอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่ไว้
- คาดไว้ได้เลยว่าคุณจะต้องถูกแทงข้างหลัง นั่นเป็นการพิสูจน์ว่าคุณกำลังโต
- เตือนตัวเองว่าคนลอบกัดมีความเจ็บป่วยทางจิตใจ จงเป็นคนใหญ่และให้ความสงสารแก่พวกเขา คิดให้ใหญ่พอที่จะปลอดภัยจากการโจมตีของพวกคิดเล็กคิดน้อย
B. เมื่อความรู้สึกที่ว่า ” ผมไม่มีสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จ” คืบคลานเข้ามาหาคุณ จงคิดใหญ่ จำไว้ว่าคุณคิดว่าคุณอ่อนแอ คุณก็จะอ่อนแอ ถ้าคิดว่าคุณไม่มีความสามารถเพียงพอ คุณก็ไม่มี ถ้าคิดว่าคุณเป็นคนชั้นสอง คุณก็เป็น โจมตีแนวโน้มทางธรรมชาติของคนที่จะรู้สึกตนเองว่าต่ำต้อย ด้วยเครื่องต่อไปนี้
- ทำให้ดูสำคัญ มันช่วยให้คุณคิดในสิ่งที่สำคัญ รูปร่างหน้าตาและการปรากฏภายนอกของคุณมีส่วนเกี่ยวพันกับความรู้สึกภายในของคุณเป็นอย่างมาก
- มุ่งเน้นในคุณสมบัติของคุณ สร้างวิธีการขายตัวเองให้กับตัวเองแล้วใช้มัน เรียนรู้ที่จะชาร์จพลังตัวคุณเอง รู้จักด้านบวกของตัวเอง
- วางคนอื่นให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม คนอื่นก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เพราะฉะนั้นกลัวเขาทำไมคิดให้ใหญ่เพียงพอ เพื่อที่จะเห็นว่าคุณดีแค่ไหนจริงๆ
C. เมื่อการทะเลาะเบาะแว้งดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ จงคิดใหญ่ การพยาบาท อาฆาต จะไม่ช่วยคุณไปถึงที่ที่คุณต้องการจะไป
- ถามตัวเองว่า “จริงๆ แล้ว สิ่งนี้สำคัญแค่ไหนที่จะต้องถกเถียงกัน
- เตือนตัวเองว่า คุณไม่ได้อะไรเลยจากการทุ่มเถียง แต่คุณจะเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างเสมอ คิดให้ใหญ่เพียงพอที่จะเห็นว่าการทะเลาะ การทุ่มเถียง และความพยาบาท อาฆาต จะไม่ช่วยคุณไปถึงที่ๆ คุณต้องการจะไป
- ถือว่า ความผิดพลาดเป็นบทเรียน เรียนรู้จากมัน วิเคราะห์ดูความผิดพลาดและใช้มันในการส่งคุณให้ก้าวหน้าไปข้างหน้า กอบกู้ที่เหลืออยู่จากความผิดพลาดทุกครั้ง
- ผสมผสานความมุ่นมั่นกับการทดลอง ถอยหลังและเริ่มทำใหม่ด้วยวิธีการใหม่ๆ คิดให้ใหญ่พอที่จะเห็นว่าความพ่ายแพ้สภาวะของจิตใจไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
E. คิดใหญ่เกี่ยวกับความรัก
- มุ่งเน้นในคุณสมบัติสำคัญที่สุดกับคนที่คุณต้องการให้รักคุณ เก็บสิ่งเล็กๆ น้อย ๆ ไว้ในที่ของมัน ที่ชั้นสอง
- ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษสำหรับคู่ของคุณ และทำบ่อยๆ คิดให้ใหญ่พอที่จะพบความสุขของชีวิตแต่งงาน
F. คิดใหญ่เมื่อความก้าวหน้าของงานช้าลง
- คิดว่า ” ผมสามารถทำให้ดีขึ้น”
- การบริหารอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
ลิเลียส ไซรัส ได้กล่าวไว้ว่า “คนฉลาดจะเป็นนายของจิตใจ คนโง่จะเป็นทาส”
จากหนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก โดย เดวิด เจ. ชวอร์ต
เรียบเรียงโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิราวรากร
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัดมหาชน
880/43-45 ซอย ตระกูลสุข ถนนอโศก – ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10320
ที่มา : www.mlmlanna.com
เพิ่มเติม มีฉบับยาวกว่าลองเข้าไปอ่านได้ที่ www.novabizz.com/ThinkBig
—Thanks for reading—
W.Wanich
