Archive

Archive for July, 2009

สรุปเนื้อหาเงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant โดย Robert Kiyosaki

Home >> Articles

สรุปเนื้อหาเงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant โดย Robert Kiyosaki

Cashflow Quadrant ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบก่อนว่า เจตนาของผู้จัดทำนั้น ตั้งใจจะสรุปเนื้อหาที่อยู่ในหนังสือเล่นนี้ ออกมาจริง ๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น article นี้จะยาวมาก ด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลา และอีกหลาย ๆ เหตุผล ผู้จัดทำจึงอยากจะขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ระหว่างนี้ ทางผู้จัดทำได้นำบางส่วนที่เป็น highlight ของหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านกันก่อน ซึ่งก็ได้มาจาก web site อื่นอีกเช่นกัน แต่เนื้อหาจะแตกต่างจากที่หาอ่านกันได้ทั่วไป(เนื้อหาสรุปเงินสี่ด้านแบบทั่วไป อ่านได้ที่ www.agel-center.com/เงินสี่ด้าน) เอาเป็นว่าส่วนที่คัดลอกมานี้ น่าจะใช้ถ่วงเวลาสำหรับการจัดทำฉบับสมบูรณ์ของ สรุปเนื้อหาเงินสี่ด้าน ได้ต่อไป

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมคนบางคนถึงรวยขึ้นและมีเวลามากขึ้นในการที่จะทำสิ่งที่ตัวเองชอบ สิ่งที่ ตัวเองรัก หรือมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ในขณะที่บางคนอาจมีฐานะดีขึ้นแต่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เครียด และไม่มีความสุข แย่ยิ่งกว่านั้น คนบางคนทำงานหนักชั่วชีวิตและจบลงด้วยหนี้สินรุงรัง หนังสือเล่มนี้จะมาชี้ให้เห็นว่าทำไมบางคนตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น และจะหลุดจากสภาพนั้นได้อย่างไร

คำว่า เงินสี่ด้าน ในหนังสือเล่มนี้หมายถึงที่มาของรายได้ของคนสี่ประเภทอันได้แก่

  • E (Employee)-ลูกจ้าง
  • S (Self-employed)- ธุรกิจส่วนตัว
  • B (Business Owner)-เจ้าของกิจการ
  • I (Investor)-นักลงทุน


และถ้าเราเขียนกากบาทลงเพื่อแบ่งคนทั้งสี่ออก ก็จะแบ่งคนทั้งสี่ออกเป็นดังนี้คือ “คนด้านซ้าย” ได้แก่พวก E กับ S และ “คนด้านขวา” ได้แก่พวก I กับ B

หนังสือเล่มนี้จะบอกว่า ค่านิยม นิสัย และความคิด ของคนด้านซ้าย ทำไมจึงแตกต่างจากคนด้านขวา และท้ายสุดจะบอกวิธีการที่จะสอนให้เราก้าวข้ามจากการเป็นคนด้านซ้ายไปสู่คนด้านขวา และสำหรับคนที่อยู่ด้านขวาอยู่แล้วคุณจะรู้ว่า คนด้านขวา ก็มีอีกหลายระดับ วิธีคิดของคนด้านซ้ายต่างจากคนด้านขวาอย่างไร นิทานเรื่องหนึ่งในหนังสือเล่มนี้จะอธิบายเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างรูปธรรมที่ให้คติและสนุกควบคู่กันไปคือ เรื่องในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านจะขาดน้ำหากฝนไม่ตก กรรมการหมู่บ้านจึงประกาศหาคนรับจ้างขนส่งน้ำมาให้คนในหมู่บ้านใช้ ชายหนุ่มสองคนเสนอตัวรับทำงานนี้ กรรมการตกลงทำสัญญากับชายทั้งสอง โดยหวังว่าเขาสองคนจะได้แข่งขันกันทำงานและรักษาราคา

เอ็ด..ชายคนแรกรีบวิ่งไปซี้อกระป๋องตักน้ำมา 2 ใบ แล้วเริ่มตักน้ำจากลำธารมาใส่ถังคอนกรีตให้คนในหมู่บ้านไว้ใช้ในทันที ทุกๆ เช้าเขาจะรีบตื่นก่อนคนอื่นๆ เพื่อดูแลให้มีน้ำในถังเพียงพอสำหรับคนในหมู่บ้าน

บิล..อีกคนที่ได้รับงานนี้ หายตัวไปเป็นเดือน ปล่อยให้เอ็ดดีใจในช่วงแรก เขาไปเตรียมเขียนแผนธุรกิจ จัดตั้งบริษัทหาผู้ร่วมทุน จ้างผู้จัดการ และกลับมาพร้อมทีมงานก่อสร้างในหกเดือนต่อมา และใช้เวลาหนึ่งปี สร้างท่อน้ำสเต็นเลสขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างลำธารเข้าหมู่บ้านในงานวันเปิดท่อขนส่งน้ำ บิลประกาศว่าน้ำของเขาสะอาดกว่าน้ำของเอ็ด และสามารถทำให้ทุกคนมีน้ำใช้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงและทุกวัน

สุดท้ายบิลประกาศว่าเขาจะเก็บค่าน้ำถูกกว่าเอ็ดร้อยละ 75 โดยที่ทุกคนจะได้น้ำคุณภาพดีกว่า สิ้นเสียงบิลทุกคนปรี่กันเข้าไปที่ก็อกน้ำจากท่อที่บิลสร้าง

มากกว่านั้น บิลปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อนำน้ำมากด้วยคุณภาพ ปริมาณ สะอาด แต่ราคาย่อมเยาว์ไปเสนอให้แก่หมู่บ้านอื่น เขาคิดเงินแค่ถังละเพนนีเดียว

น้ำไหลจากลำธารสู่แต่ละครัวเรือนทุกวี่ทุกวัน โดยที่บิลไม่ต้องไปทำงานเลย แต่เงินก็ไหลเข้าบัญชีของเขาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เอ็ดต้องทำงานหนักต่อมาตลอดชีวิตพร้อมปัญหาการเงินที่อยู่คู่กับเขาจนวาระสุดท้าย

แล้วคุณเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า “กำลังสร้างท่อ หรือลากถัง”
?

หนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากที่สุดในรอบปีที่ผมได้เคยอ่านมา หลายคนได้อ่านเรื่องนี้แล้วบอกว่าเขารู้สึกตื่นขึ้น และเข้าใจว่าตัวเองนั้นไม่ต่างกับ “หนูถีบจักร” อยู่ และกำลังพยายามนำตัวออกมาจากสภาพนั้น

ที่มา : www.businessthai.co.th โดย ประกาศิต ชาติบุรุษ

—Thanks for Reading—
W.Wanich

8 โอกาสที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจเครือข่าย(MLM) จากโรงเรียนสอนธุรกิจ โดย Rebert Kiyosaki(3)

Home >> MLM Articles

ทำไมคุณถึงแนะนำธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM ให้กับผู้อื่น?

มีคนถามผมเสมอว่า ทำไมผมจึงแนะนำธุรกิจเครือข่ายให้กับคนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายสักหน่อย ครับ ผมมีเหตุผลอยู่หลายประการที่ทำเช่นนี้ และนี่แหละครับคือที่มาของหนังสือเล่มนี้

BusinessSchoolโอกาสที่ 3 : โอกาสที่จะเข้าสู่ด้าน B ด้วยทุนในการเริ่มต้นและการดำเนินการที่ต่ำกว่า

<<ขออภัยอยู่ระหว่างจัดทำ>>

8 โอกาสที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจเครือข่าย(MLM) จากโรงเรียนสอนธุรกิจ โดย Rebert Kiyosaki(2)

Home >> MLM Articles

ทำไมคุณถึงแนะนำธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM ให้กับผู้อื่น?

มีคนถามผมเสมอว่า ทำไมผมจึงแนะนำธุรกิจเครือข่ายให้กับคนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายสักหน่อย ครับ ผมมีเหตุผลอยู่หลายประการที่ทำเช่นนี้ และนี่แหละครับคือที่มาของหนังสือเล่มนี้

BusinessSchoolโอกาสที่ 2 : โอกาสในการเปลี่ยนมาอยู่ด้านขวาของเงินสี่ด้าน…..
แทนที่จะเป็นแค่เพียงเปลี่ยนงาน

คุณเคยได้ยินคนพูดประโยคต่อไปนี้บ่อยแค่ไหน?
1. ผมอยากจะหยุดทำงานเสียที
2. ฉันเบื่อแล้วกับการเปลี่ยนงาน
3. ผมอยากจะมีรายได้มากกว่านี้ แต่ผมก็ไม่อยากลาออกจากงานและเริ่มต้นใหม่อีก แล้วผมก็ไม่อยากกลับไปเรียนหนังสือเพื่อศึกษาวิชาชีพใหม่ ๆ อีก
4. ทุกครั้งที่เงินเดือนขึ้น ภาษีก็ขึ้นตามทุกที
5. ผมทำงานหนักมากแต่เจ้าของบริษัทรวยอยู่คนเดียว
6. ผมทำงานหนักมาก แต่ผมก็ยังมีปัญหาเรื่องการเงินอยู่ผมคงต้องวางแผนเรื่องการเกษียณของผมใหม่
7. ฉันกลัวว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะทำให้ฉันเป็นคนล้าสมัยไปเสียแล้ว
8. ฉันแก่เกินไป แล้วก็ไม่สามารถทำงานหนักเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว
9. ผมเรียนจบทันตแพทย์ แต่ผมก็เบื่อที่จะเป็นทันตแพทย์แล้ว
10. ผมเพียงแต่ต้องการหาอะไรใหม่ ๆ ทำและได้มีโอกาสพบกับคนกลุ่มใหม่ ๆ บ้าง ผมเบื่อที่จะต้องทำงานกับคนที่ไม่มีความกระตือรือร้นและก็ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ผมเบื่อที่จะต้องทำงานกับคนที่ทำงานไปวัน ๆ แบบเช้าชามเย็นชามและไม่อยากที่จะทำงานกับบริษัทที่จ่ายเงินให้กับเราเพียงแค่ทำให้เราพออยู่ได้เท่านั้น

คำพูดเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของคนที่ติดอยู่ในช่องที่หนึ่งของเงินสี่ด้าน และก็เป็นคนที่พร้อมจะเปลี่ยนไปอยู่ด้านขวาของเงินสี่ด้านด้วย มันก็คงถึงเวลาแล้วล่ะที่เขาจะเดินหน้าต่อไป

จะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้อย่างไร
ด้วยเหตุที่ว่าความเชื่อพื้นฐานนี้เป็นเรื่องที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวของพวกเราแต่ละคน (อ้างอิงความเชื่อของพ่อจนของ Kiyosaki จากพ่อรวยสอนลูก ที่เชื่อว่า ความรวยและนักธุรกิจ เป็นความเลว เป็นคนโลภ รวมถึงความเชื่อที่สอนกันมาว่า ให้ตั้งใจเรียนจะได้มีงานดี ๆ ทำ) ฉะนั้นเมื่อถูกถามว่า “ทำอย่างไรฉันถึงจะเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านได้?” คำตอบของผมก็คือ “ทำไมคุณไม่ลองไปทำธุรกิจเครือข่ายดูก่อนล่ะ?” เหตุผลที่ผมแนะนำให้ไปลองเริ่มทำธุรกิจเครือข่ายก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลองเริ่มศึกษาธุรกิจเครือข่ายดู ก็เพราะว่าการเปลี่ยนไปอยู่อีกด้านที่ว่านี้มิใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในชั่วเวลาข้ามคืน พ่อรวยของผมใช้เวลาหลายปีแนะนำผม สอนผมและบางครั้งก็ด่าว่าผม เพื่อที่จะให้ผมเปลี่ยนไปอยู่ด้าน B และ I

ตามที่ได้กล่าวมาในบทที่แล้วเรื่อง “โอกาสที่ 1 : โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ” การเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงจะต้องเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งด้านของสติปัญญา อารมณ์ ร่างกายและจิตวิญญาณ… ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และต้องมีผู้คอยให้คำแนะนำ บริษัทที่ทำการตลาดเครือข่ายบางบริษัทจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วที่จะคอยช่วยเหลือคุณ

ทำไมผมถึงทำด้วยตัวเองไม่ได้?
มีคนถามผมว่า “ฉันจะเปลี่ยนจากด้านซ้ายมายังด้านขวาด้วยตัวของฉันเองไม่ได้หรือ?” คำตอบของผมก็คือ “ก็อาจเป็นได้” แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายเลย มีผู้ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในด้าน B โดยที่ไม่ได้ทำธุรกิจเครือข่ายมากก่อน

จากที่ผมได้กล่าวมาแล้วในบทแรกว่า ผมไม่ได้ประสบความสำเร็จในด้าน B นี้ด้วยธุรกิจเครือข่าย และนี่แหละคือเหตุที่ทำให้ผมรู้่ว่า กว่าผมจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ผมต้องแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง และมากมายขนาดไหน

การให้กำลังใจกับตัวเองให้ลุกขึ้นมาใหม่เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการหาเงิน
บริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายเหล่านี้จะให้ความใส่ใจในเรื่องของการสร้างกำลังใจ หรือสำหรับบางคนมันอาจจะเป็นการรื้อฟื้นกำลังใจให้กลับคืนขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้ และเมื่อสร้างกำลังใจได้แล้ว หลังจากนั้นจึงค่อยคิดกลับไปสร้างธุรกิจ ถ้านี่เป็นเรื่องที่คุณสนใจ สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือ เลือกบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายซึ่งมีการอบรมที่เน้นการพัฒนาตัวคุณเป็นสิ่งแรก มากกว่าที่จะเน้นให้คุณออกไปขายสินค้าหรือขายแผนการตลาดของเขา และเมื่อได้พบบริษัทที่เหมาะสมกับคุณที่สุดแล้ว งานของคุณก็คือ เข้ารับการอบรมตามโครงการที่บริษัทเหล่านั้นจัดไว้และพยายามพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็เพียงแต่จัดการอบรมให้เท่านั้น เป็นหน้าที่ของคุณเองที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่มีไครสามารถที่จะช่วยคุณได้นอกจากตัวคุณเอง

คุณอาจจะเลือกที่จะทำตามวิธีของคุณก็ได้ แต่ขอให้จำไว้ว่าการย้ายจากด้าน E และ S ไปที่ด้าน B และ I นั้น สิ่งที่คุณจะต้องทุ่มเทลงไปนั้นมันมากกว่าเรื่องของเงินหลายเท่าทีเดียว ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายจะมีการอบรม การช่วยเหลือ ซึ่งจะนำคุณผ่านกระบวนการพัฒนาตัวเองได้สำเร็จ ฉะนั้นผู้ที่เข้าสู่ด้าน B ด้วยวิธีนี้จึงจะต้นทุนที่ต่ำกว่าและเสี่ยงน้อยกว่า

<<ขออภัยอยู่ระหว่างจัดทำ>>

8 โอกาสที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจเครือข่าย(MLM) จากโรงเรียนสอนธุรกิจ โดย Rebert Kiyosaki(1)

2009/07/23 2 comments

Home >> MLM Articles

ทำไมคุณถึงแนะนำธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM ให้กับผู้อื่น?

มีคนถามผมเสมอว่า ทำไมผมจึงแนะนำธุรกิจเครือข่ายให้กับคนทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายสักหน่อยครับ ผมมีเหตุผลอยู่หลายประการที่ทำเช่นนี้และนี่แหละครับคือที่มาของหนังสือเล่มนี้

BusinessSchool

โอกาสที่ 1 : โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ

ไม่ใช่เรื่องเงิน

พวกเขามักจะเล่าถึงคนที่สามารถทำเงินได้ถึงหนึ่งแสนเหรียญต่อเดือน จากธุรกิจของเขาให้ฟังอย่างตื่นเต้น และผมก็เคยได้พบกับคนเหล่านั้นจริง ๆ มาแล้วด้วย ผมจึงไม่มีความสงสัยในศักยภาพของการสร้างรายได้มากมายจากธุรกิจเครือข่ายเลย แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่แนะนำให้พวกเราเข้าไปศึกษาธุรกิจนี้ เพราะด้วยเรื่องเงินเป็นเหตุผลหลัก

ไม่ใช่เรื่องสินค้า

ธุรกิจเครือข่ายแรกที่ผมได้เข้าไปศึกษาในปี 1970 นั้นขายวิตามิน ผมได้ลองกินดูแล้วก็พบว่าคุณภาพของมันยอดเยี่ยมจริง ๆ ผมได้มีโอกาสเข้าไปสั่งสินค้ากับบริษัทเหล่านั้นบ้างเมื่อผมต้องการสินค้าและบริการที่เขานำเสนอ แต่สินค้าและแผนการตลาดที่ว่าก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ผมสนับสนุนให้ผู้คนเข้าไปศึกษาธุรกิจการตลาดแบบเครือข่ายอีกเช่นกัน

แต่มันเป็นเพราะกระบวนการอบรมต่างหาก

เหตุผลแรกที่ผมแนะนำให้เข้าไปสู่ธุรกิจเครือข่ายคือ กระบวนการในการอบรมของเขา ไม่ใช่แค่สินค้า ไม่ใช่ตัวรายได้ ไม่ใช่เวลาแค่สามชั่วโมงนั่งฟังแผนการตลาดหรือแคตตาล็อกสินค้าที่มีสีสันสวยงาม แต่ต้องใช้เวลามากกว่านั้น

ดูให้รอบคอบ เพราะบริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่จะบอกว่าเขามีกระบวนการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทไม่มีอะไรเลย แค่ให้คุณไปอ่านหนังสือบางเล่ม หรือไม่ก็เป็นเพียงการอบรมให้คุณรู้จักวิธีชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้อง พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สอนให้คุณเป็นเพียงพนักงานขายเท่านั้น

ฉะนั้นเมื่อผมพูดถึงการเรียนรู้ทางด้านธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมหมายถึงการศึกษาที่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนดักแด้ให้เป็นผีเสื้อได้ และเมื่อพูดถึงการเรียนรู้ในธุรกิจเครือข่าย ผมจึงแนะนำให้คุณมองหากระบวนการให้ความรู้ที่มีพลังมากถึงขนาดทำให้ชีวิตของคุณแตกต่างจากเดิมไปได้เช่นกัน

การสอนจากประสบการณ์จริง

ผู้คนที่สอนเราจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ ในระดับสูงของธุรกิจนั้น ซึ่งต่างจากในโลกธุรกิจแบบเดิมที่คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จจริง ๆ เพื่อที่จะมาสอนวิชาธุรกิจ ดังนั้นเมื่อคุณมองเข้าไปในธุรกิจเครือข่าย ก็ควรมองไปยังผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับสูงในธุรกิจนั้นด้วย และถามตัวคุณเองว่าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขาหรือไม่

วิชาความรู้ที่สำคัญที่สอนกันจากประสบการณ์จริงในธุรกิจเครือข่ายได้แก่

  1. ทัศนคติสู่ความสำเร็จ
  2. ทักษะการเป็นผู้นำ
  3. ทักษะในการสื่อสาร
  4. ทักษะในการพบปะผู้คน
  5. การเอาชนะความกลัว ความสงสัย และความไม่มั่นใจในตัวเอง
  6. การเอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธ
  7. ทักษะการบริหารการเงิน
  8. ทักษะการลงทุน
  9. ทักษะในด้านการสร้างความน่าเชื่อถือ
  10. ทักษะการบริหารเวลา
  11. การตั้งเป้าหมาย
  12. การจัดระบบ

studyingforchangelife
การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตหมายถึงอะไร

การเรียนรู้ทางด้านอารมณ์

พ่อจนของผมซึ่งเป็นครูมีความคิดว่า การทำผิดพลาดเป็นเรื่องเลวร้าย ในทางตรงกันข้าม พ่อรวยสอนว่า “เรียนรู้จากความผิดพลาด เราเรียนรู้ที่จะขี่จักรยานได้ ก็จากการที่เราล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า การไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดต่างหากที่เป็นเรื่องเลวร้าย” ฉะนั้น เมื่อทำผิด ก็จงยอมรับผิด นี่ต่างหากคือวิธีการเรียนรู้

ในโลกของธุรกิจทั่ว ๆ ไปก็มีทัศนคติเรื่องของการทำผิดพลาดนี้ เมื่อคุณทำผิดพลาด คุณจะต้องถูกไล่ออกหรือถูกทำโทษ แต่ในโลกของธุรกิจเครือข่าย พวกเขาจะกระตุ้นให้คุณเรียนรู้จากความผิดพลาดในการทำงานและแนะนำวิธีแก้ไข อันเป็นการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญา ความคิดและในด้านอารมณ์ไปพร้อม ๆ กัน

ถ้าคุณเป็นคนที่กลัวการทำผิดพลาดและกลัวที่จะล้มเหลว ธุรกิจเครือข่ายจะเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตัวคุณเอง ผมได้เคยเห็นกระบวนการอบรมของธุรกิจเครือข่ายที่สามารถช่วยผู้คนสร้างความมั่นใจในตัวเขากลับคืนมาได้ และเมื่อคุณมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นแล้ว ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

การฝึกฝนทางด้านร่างกาย

สมมุติว่าคุณรู้คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมดในห้องเรียนแต่ไม่เคยได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติเลย การเรียนรู้ของคุณจะสมบูรณ์ได้อย่างไร คุณจะก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไร ถ้าคุณไม่กล้าที่จะทำอะไรสักอย่าง

บริษัทที่ทำการตลาดแบบเครือข่ายทุกบริษัทที่ผมได้ศึกษาดูจะให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญาเท่า ๆ กับการฝึกฝนทางด้านร่างกาย พวกเขาจะกระตุ้นให้คุณออกไปเผชิญหน้ากับความกลัวโดยการลงมือทำ เมื่อทำผิดพลาดแล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นมันถึงจะเป็นกระบวนการที่ทำให้คุณเติบโตแข็งแรงทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และร่างกาย

ธุรกิจเครือข่ายที่ดีที่สุดจะกระตุ้นให้คนของเขาเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ทั้งด้านสติปัญญา การลงมือทำ การทำผิดพลาด เรียนรู้ แก้ไข และทำซ้ำต่อไป นั่นคือ การเรียนรู้จากชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่เดินเข้าไปหาเขา เขาก็คงไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้

การเรียนรู้ในด้านจิตวิญญาญ

เหนือขีดจำกัดของมนุษย์ วันหนึ่งในขณะที่ผมได้เฝ้าดูการวิ่งแข่งของคนพิการ ผมก็มีความรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณ เมื่อได้เห็นว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้บางคนไม่มีขา บางคนก็มีขาเทียม พวกเขากำลังจะวิ่งแข่งระยะสั้น และด้วยหัวใจของพวกเขา น้ำตาของผมซึมออกมา เมื่อเห็นเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งมีขาเพียงขาเดียวกำลังวิ่งอย่างสุดหัวใจ ใบหน้าของเธอบอกได้ถึงความเจ็บปวดจากขาเทียมที่เธอใช้อยู่ แต่ความเจ็บปวดนั้นก็ไม่สามารถเทียบได้กับกำลังใจของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชนะในการแข่งขันครั้งนั้น แต่เธอก็ชนะใจของผม เธอเข้ามาอยู่ในหัวใจของผม พวกเขาวิ่งเพื่อเตือนสติพวกเราให้ได้รู้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ทั้งหมดในตัวของพวกเรากันเองทุกคน

ผมได้สังเกตเห็นว่าผู้นำในธุรกิจเครือข่ายก็ได้รับการอบรมและพัฒนาความสามารถนี้ในการที่จะพูดให้เข้าถึงจิตใจของผู้คนได้เช่นกัน พวกเขาสามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังของเขาได้ และกระตุ้นให้พวกเขาเดินต่อไปข้างหน้าได้ เดินออกไปเหนือขีดจำกัดของมนุษย์ นั่นแหละคือพลังการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต

ถ้าคุณตัดสินใจที่จะเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในชีวิตของคุณ คุณก็ควรลองเข้าไปดูการอบรมที่จัดขึ้นโดยบริษัทการตลาดแบบเครือข่ายเหล่านั้น และให้เวลาสักระยะหนึ่งเข้าไปศึกษาดูว่า ธุรกิจ ผลตอบแทน สินค้า และการอบรมเหล่านั้นคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตในช่วงนี้ของคุณหรือไม่

—-Thanks for reading —-
W.Wanich

Why to be business owner? : ทำไมต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ?

2009/07/20 2 comments

Home >> Articles

Why to be business owner? : ทำไมต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ?

sensible-approach-to-stress-150x150 ทำไมต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ?
ก่อนอื่นลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้ก่อน เพื่อยืนยันว่า คุณต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ พูดง่าย ๆ คือ คุณต้องรวย
  • ในร้านอาหารที่เพื่อนรักของคุณแนะนำให้ไปทาน คุณมองดูเมนูทางฝั่งซ้าย(ราคา) ก่อนที่จะดูเมนูฝั่งขวา ใช่/ไม่
  • ในห้างโปรดกับเสื้อเชิ้ตตัวที่คุณเห็นแล้วถูกใจ คุณสัมผัสป้ายราคา ก่อนที่จะสัมผัสเนื้อผ้าเสียด้วยซ้ำ ใช่/ไม่
  • ในเวลาฉุกเฉิน เช่นคนที่คุณรักไม่สบายถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล หรือ ตอนที่ภรรยาสุดที่รักของคุณ ปวดท้องใกล้จะคลอดเต็มที คุณยังมีเวลามากังวลกับค่าใช้จ่ายอยู่ ใช่/ไม่
  • ในที่พักของคุณและในอนาคตอันใกล้ กำลังจะมีทารกอันเป็นทายาทของคุณเกิดขึ้นมา แต่ที่พักของคุณยังคง ต้องเช่าอยู่ ใช่/ไม่
  • หากความจริงข้างต้นเกิดขึ้นกับคุณด้วยล่ะก็ นั่นหมายถึงว่า คุณยังไม่มี “อิสรภาพทางการเงิน” แล้วจะได้สิ่งนี้มาได้อย่างไร

    Frank Sinatra
    นักร้อง นักปราชญ์ เคยกล่าวไว้ว่า “ผมเคยรวย และ ผมเคยจน เชื่อผมเถอะครับว่า รวยดีกว่า
    cashflow_quadrant Robert Kiyosaki เจ้าของหนังสือชุด พ่อรวยสอนลูก(Rich Dad Poor Dad) อันโด่งดัง ได้มอบแนวคิดไว้ในหนังสือ เงินสี่ด้าน(Cashflow Quadrant) เกี่ยวกับการจำแนกประเภท คน โดยยึดที่มาของรายได้ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ
  • ลูกจ้าง(Employee) : ลูกจ้างเป็นคนประเภทที่ไม่สามารถกำหนดรายได้ของตัวเองได้ ซ้ำยังเป็นการ ขายอิสรภาพ ของตัวเองอีกด้วย และการเป็นลูกจ้างไม่เคยทำให้ใครรวยได้ มีแต่หนี้สินที่พอกพูนขึ้น
  • เจ้าของกิจการ(Self Employed) : เจ้าของกิจการ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า เถ้าแก่ นั้น เป็นคนประเภทที่สามารถทำเงินได้มาก ด้วยการทำงานของตัวเอง ซึ่งก็เหมือนกับการจ้างตัวเอง ทำงาน เมื่อเถ้าแก่ ต้องหยุดงาน รายได้ ก็จะหยุดตามไปด้วย จัดเป็น การขายเวลา และที่ สำคัญคือ ไม่สามารถหยุดทำงานได้เลย
  • เจ้าของธุรกิจ(Business Owner) : เจ้าของธุรกิจ จะเรียกได้ว่าเป็น เจ้าของระบบ ไม่ใช่เจ้าของงาน เหมือนกับ เจ้าของกิจการ โดยเมื่อทำการสร้างระบบที่ดีได้แล้ว รายได้ ก็จะตามมา โดยที่ไม่ต้องทำงานตลอดเวลา หากเจ้าของธุรกิจต้องหยุดงาน รายได้ ก็จะยัง คงมีอยู่ เนื่องจากมีระบบทำงานแทนแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่ อิสรภาพทางการเงิน นั่นเอง
  • นักลงทุน(Investor) : นักลงทุน เป็นกลุ่มที่ ใช้เงินทำงานแทน หรือ ที่เรียกว่า ใช้เงินต่อเงิน คนในประเภทนี่จะต้องเป็นคนที่มีทุนหนาอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นคนกลุ่มน้อย ในสังคมปัจจุบัน
  • โดยสรุปแล้ว หากคุณต้องการสนองตอบความฝันของคุณ หากคุณต้องการมี อิสรภาพทางการเิงิน(Financial Freedom) หากคุณต้องการมี อิสรภาพทางด้านเวลา (Time Freedom) จงข้ามฝั่งมาเป็น เจ้าของธุรกิจ จงเอาความกลัว ความกังวล และอะไรต่อมิอะไร ที่มันปิดกั้น ไม่ให้คุณขยับออกจากที่เดิมของคุณ เอามันทิ้งไปให้หมดซะ สุภาษิตที่ว่า แม้เดินทางหมื่นลี้ ก็เริ่มต้นที่ก้าวแรก ยังคงใช้ได้เสมอ เริ่มเสีย วันนี้ แล้วคุณจะรู้ว่า แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตคุณก็เปลี่ยน

    — Thanks for reading–
    W.Wanich

    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.