Archive

Archive for August, 2009

ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง และ แชร์ลูกโซ่ คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?

2009/08/30 2 comments

Home >> MLM Articles

ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง และ แชร์ลูกโซ่ คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?

ธุรกิจเครือข่าย(Network Marketing) เป็นหนึ่งในระบบเคลื่อนสินค้าที่เติบโตเร็วที่สุดและถูกเข้าใจผิด มากที่สุดในปัจจุบัน ธุรกิจเครือข่ายถูกเชื่อว่าจะเป็นคลื่นลูกใหม่ในยุคปี 1980s แต่เชื่อผมเถิดว่า มันจะเติบโตได้ไกลกว่านั้นแน่ ภายในยุค 1990s สินค้า และบริการมูลค่ามากกว่า หนึ่งร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ถูกเคลื่อนผ่านบริษัทธุรกิจเครือข่ายทุก ๆ ปี จงจับตามองธุรกิจเครือข่ายในช่วงปี 2000s ถึง 2100s ให้ดี

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านทางรูปภาพและตัวอย่างว่า ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร และสิ่งไหนไม่ใช่ธุรกิจเครือข่าย เรายังจะแสดงให้คุณเห็นว่า คุณจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจในธุรกิจเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ผมขอย้ำ “อธิบายอย่างมีประสิทธิภาพ” ได้อย่างไร

ผมขออนุญาตตอบคำถามที่เป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกถามมากที่สุด และอาจเป็นคำถามที่เป็นพื้นฐานที่สุดของบรรดาคำถามทั้งปวง นั่นคือ “ธุรกิจเครือข่าย หรือ Multi-level Marketing หรือ MLM นั้นคืออะไร”

Marketing หรือ การตลาด หมายถึง การเคลื่อนสินค้าหรือบริการ จากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค
Multi-Level อ้างถึง ระบบในการจ่ายค่าตอบแทนให้กับบุคคลผู้ซึ่งทำให้สินค้าหรือบริการนั้นเคลื่อนตัว
Multi หมายถึง มากกว่าหนึ่ง
Level หมายถึง ระดับหรือรุ่น

คำว่า MLM นั้น แพร่หลายมากเสียจนพวกพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่ที่ผิดกฎหมาย ได้พยายามทำตัวเองให้เหมือนกับธุรกิจเครือข่าย ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างภาพลบอย่างร้ายกาจและไร้เหตุผลให้กับบริษัทธุรกิจ เครือข่ายใหม่ ๆ

มีสามวิธีหลัก ๆ ในการเคลื่อนสินค้าและบริการ คือ

  1. Retailing หรือ การขายปลีก ผมเชื่อว่า ทุกๆ คนคุ้นเคยกับระบบนี้ดีอยู่แล้ว คุณเดินเข้าไปในร้านของชำ ร้านขายยา หรือห้างสรรพสินค้า แล้วซื้อสินค้าบางอย่างออกมา
  2. Direct Sales (Single-Level Marketing) หรือ การขายตรง คือการเคลื่อนสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ผ่านทางเทคนิคของการขาย เช่น การไปบ้านลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้า การโทรศัพท์ไปขายของให้กับลูกค้า การขายตรงบางครั้งถือว่าเป็นการขายที่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง (เช่น ร้าน Retail หรือ บริษัทตัวแทนจำหน่าย) ยกตัวอย่าง (แต่ไม่เสมอไป) เช่น การขายประกัน เครื่องครัว สารานุกรม สาวขายเอว่อน มิสทีน
  3. Multi-Level Marketing (MLM) หรือ การตลาดเครือข่าย คือสิ่งที่เราจะพูดถึงในบทความนี้ เราไม่ควรสับสนระหว่างสองอย่างข้างบน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการขายตรง คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างการตลาดเครือข่ายกับการขายตรง

ยังมีการตลาดอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า การสั่งทางไปรษณีย์ การทำการตลาดแบบไปรษณีย์สามารถถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ Direct sales ได้ บางคนก็ถือว่าการตลาดทางไปรษณีย์เป็นการตลาดแบบที่ 4

แบบที่ 5 ซึ่งมักถูกเข้าใจสับสนกับ MLM ก็ คือ แบบพีระมิดหรือแชร์ลูกโซ่ ดังที่กล่าวไปแล้วว่าแชร์ลูกโช่นั้นผิดกฎหมาย เหตุผลสำคัญที่ผิดกฎหมายเพราะว่ามันล้มเหลวในการเคลื่อนผลิตภัณฑ์ หรือการบริการไปสู่ผู้บริโภคได้ ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่เคลื่อนไหว เราจะเรียกมันว่า “การตลาด” ได้อย่างไร แชร์ลูกโซ่สามารถใช้คำว่า “เครือข่าย” ได้ แต่ไม่สามารถใช้คำว่า “การตลาด” ได้

ข้อขัดแย้งส่วนใหญ่ในใจคนมากมาย ที่ทำให้เขาไม่เข้าร่วมทำธุรกิจ MLM คือ เขาไม่รู้ความแตกต่าง ระหว่าง MLM กับ การขายตรง ไม่แปลกใจเลยที่คนส่วนมากสับสนเพราะบริษัท MLM ที่ มีชื่อเสียงส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสมาคมขายตรง และในบางครั้งคุณอาจมองการทำธุรกิจเครือข่ายเหมือนการการขายเดินขายของแบบ เคาะประตู เพราะว่าคุณได้รู้จักกับกับธุรกิจเครือข่ายครั้งแรก เมื่อผู้จำหน่ายเคาะประตูบ้านคุณเพื่อพยายามขายของบางอย่างให้กับคุณ ซึ่งแท้จริงแล้ว มีลักษณะบางอย่างที่แยก MLM ออกจากการขายตรง นั่นคือ หากคุณอยู่ในธุรกิจ MLM คุณอยู่ในธุรกิจเพื่อตัวของคุณเอง แต่ไม่ใช่โดยตัวของคุณเอง

การ เข้าร่วมธุรกิจคือคุณจะซื้อสินค้าในราคาขายส่ง (คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองด้วย) หลายคนเข้าร่วมธุรกิจเพราะเหตุผลข้อนี้ หลังจากนั้นคุณก็จะเริ่ม “เอาจริง” เมื่อคุณซื้อสินค้าในราคา“ขายส่ง” ถ้าคุณต้องการ คุณสามารถ“ขายปลีก” และคุณจะได้ “ผลกำไร” คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า คุณ “ต้อง” ขาย ปลีก คุณจึงประสบความสำเร็จ บางบริษัทถึงกับกำหนดยอดขายให้สมาชิกทำยอดตามเป้าเพื่อเขาจะได้รับผลตอบแทน คุณสามารถขายถ้าคุณต้องการ หรือ ถ้าคุณจำเป็นต้องขายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนก็ขายไปเถิดครับ แต่หากคุณต้องการสร้างรายได้มหาศาลแล้วหละก็ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น มาจาก “การสร้างเครือข่าย”

ประเด็นสำคัญ: ให้ การขายเป็นสิ่งที่ตามมาจากการสร้างองค์กรโดยธรรมชาติ คนส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะเขาทำสิ่งที่กลับกัน คือ เขาพยายามสร้างองค์กรโดยการขาย

คำว่า “ขาย” เป็นความคิดทางลบในจิตใจคนถึง 95% ในธุรกิจเครือข่ายคุณไม่จำเป็นต้อง “ขาย” ตามความเข้าใจของโลก แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน ดอน เฟียล่า ได้นิยามคำว่า ขาย ไว้ว่า “การโทรศัพท์ไปหาคนแปลกหน้า เพื่อขายของบางอย่าง ที่เขาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ หรือ ไม่ต้องการ”

ขอยืนยันอีกครั้ง ผลิตภัณฑ์ต้องเคลื่อนไหว มิฉะนั้นจะไม่มีใครได้รับเงิน

MLM สามารถเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Network Marketing เมื่อ คุณสร้างองค์กร แท้จริงแล้วคุณกำลังสร้างเครือข่ายที่ใช้ในการกระจายสินค้าของคุณเอง การขายนั้นยังคงเป็นรากฐานของธุรกิจเครือข่าย เพียงแต่การขายในธุรกิจเครือข่ายนั้นมาจากการที่ผู้จำหน่าย “แบ่งปัน” ให้กับเพื่อนและญาติพี่น้องของเขา ไม่ใช่ให้กับคนแปลกหน้า การสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จคุณต้อง “สร้างความสมดุล” คุณต้องอุปถัมภ์ และสอน MLM ให้กับคนอื่น และในกระบวนการนี้เอง คุณจะสามารถสร้างลูกค้าได้ซึ่งก็คือเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้องของคุณ

อย่าพยายามอุปถัมภ์คนทั้งโลกด้วยตัวของคุณเอง จงจำไว้ว่า Network marketing คือการสร้างองค์กรผู้จำหน่ายจำนวนมาก แต่ละคนขายคนละเล็กคนละน้อย ซึ่งดีกว่าการใช้คนจำนวนน้อยๆ ขายของปริมาณมาก ๆ

บริษัทธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียเงินปริมาณมหาศาลไปกับการโฆษณา เพราะสุดยอดแห่งการโฆษณาก็คือการบอกแบบปากต่อปากของสมาชิก ดังนั้น บริษัทเครือข่ายจึงมีเงินมาใช้ในการพัฒนาสินค้าได้มากกว่าบริษัททั่ว ๆ ไป ดังนั้น คุณภาพสินค้าจึงมักดีกว่าสินค้าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันที่พบตามร้านค้าปลีก คุณจึงเพียงแค่แบ่งปันสินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่าสินค้ายี่ห้ออื่น ๆ ในหมวดเดียวกัน ให้เขาเปลี่ยนมาใช้ยี่ห้อใหม่ ซึ่งคุณได้ทดสอบด้วยตัวคุณเองแล้วว่า มันดีกว่า

คุณ คงเห็นแล้วว่านี่ไม่ใช่การเดินไปเคาะประตูตามบ้านเพื่อขายสินค้าให้กับคน แปลกหน้า ธุรกิจเครือข่ายที่ผมรู้จักสอนว่า การที่คุณแบ่งปันคุณภาพสินค้าและบริการให้กับเพื่อนของคุณ ทั้งหมดนี้แหละที่ “การขาย” เข้ามาเกี่ยวข้อง จริงๆควรใช้คำว่า “การแบ่งปัน” มากกว่า “การขาย” เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

หากคุณทำงานให้กับบริษัทขายตรง และคุณตัดสินใจที่จะลาออกเพราะคุณต้องย้ายไปอาศัยที่ท้องถิ่นอื่น คุณอาจต้องเริ่มทำงานทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แต่หากคุณอยู่ในบริษัท MLM คุณ สามารถย้ายไปในท้องที่ใดก็ได้ และเริ่มอุปถัมภ์ผู้คนใหม่โดยไม่สูญเสียยอดขายจากองค์กรที่คุณได้สร้างไว้ แล้วในท้องที่เดิม การทำธุรกิจเครือข่ายคุณสามารถสร้างรายได้ได้มากมายจากการสร้างองค์กร ไม่ใช่แค่การขาย ข้าพเจ้ายังขอยืนยังอีกครั้ง คุณสามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีได้จากการขายของ แต่คุณสามารถสร้าง “ความมั่งคั่งอย่างถาวร” ได้ด้วยการสร้างองค์กรเท่านั้น

ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายเพียงแค่ต้องการมีรายได้เพิ่มเดือนละ 5000 , 10000 บาท หรือ 20000 บาท ต่อเดือนและทันใดนั้นเขาต้องการที่จะจริงจังและเขาสามารถทำได้ถึงเดือนละ แสน หรือ 3 แสนได้ หรือมากกว่านั้น เขาเหล่านี้ไม่ได้หาเงินจำนวนมากจากการขายของ เขาทำได้จากการสร้างองค์กร

นั่นคือวัตถุประสงค์ของเวปไซต์แห่งนี้ เราจะให้ความรู้คุณให้สามารถสร้างองค์กรได้และทำได้อย่างรวดเร็วด้วยโดยการ สอนให้คุณสร้างทรรศนะคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายให้กับผู้มุ่ง หวัง หากผู้มุ่งหวังของท่านเข้าใจว่าธุรกิจเครือข่ายนั้นผิดกฎหมายเสียแล้ว คุณจะมีปัญหาในการอุปถัมภ์เขาอย่างแน่นอน

คุณต้องชี้แจงให้เขาเห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อขจัดทรรศนะคติหรือความเข้าใจผิดที่ว่า “ธุรกิจเครือข่ายนั้นเหมือนพีระมิด” ขอให้ทำความเข้าใจตัวอย่างข้างล่างและรูปนี้เพราะคุณสามารถนำมันไปใช้อธิบายกับผู้มุ่งหวังได้

พีระมิด หรือ แชร์ลูกโซ่นั้น สร้างจากยอดลงมาด้านล่าง ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาสู่ธุรกิจเป็นกลุ่มแรกเท่านั้นที่สามารถอยู่ด้านบนของพีระมิด แต่ในรูปสามเหลี่ยมในธุรกิจเครือข่าย ทุกๆ คนเริ่มต้นจากด้านล่างและมีโอกาสเท่า ๆ กันที่จะสร้างองค์กรขนาดใหญ่ของตัวเอง ทุกๆ คนสามารถสร้างองค์กรให้ใหญ่กว่าองค์กรของผู้แนะนำของเขาได้หลายเท่าถ้าต้องการ

ข้อแตกต่างอีกอย่างของ MLM กับการขายตรงนั้นคือการ “ช่วยเหลือ” (Sponsor) ผู้ จำหน่ายคนอื่นๆ บางบริษัทอาจใช้คำว่า การหาสมาชิกใหม่ อย่างไรก็ตาม การ Sponsor กับการหาสมาชิกนั้นต่างกันอย่างแน่นอน คุณ Sponsor คนบางคน แล้ว “สอน” ให้ เขาทำสิ่งที่คุณทำอยู่ เพื่อให้เขาสร้างธุรกิจของเขาเอง การ Sponsor คนบางคน กับการทำให้คนบางคนเซ็นใบสมัครนั้นต่างกันมาก เมื่อคุณ “Sponsor” ใคร บางคน คุณกำลังให้คำมั่นสัญญาที่จะช่วยเขาจนกว่าเขาจะประสบความสำเร็จ หากคุณไม่ประสงค์ที่จะให้คำมั่น คุณกำลังทำร้ายเขาถ้าคุณทำให้เขาเซ็นใบสมัคร

ณ จุดนี้ สิ่งที่คุณต้องการคือความตั้งใจจริงที่จะช่วยให้เขาสร้างธุรกิจของตัวเอง เวปไซน์แห่งนี้จะเป็นอุปกรณ์ล้ำค่าที่จะแสดงให้คุณเห็นว่าคุณต้องทำอะไร และทำอย่างไร ในการช่วยเหลือคนคนหนึ่งให้สร้างธุรกิจของตัวเอง

มันเป็น “ความรับผิดชอบ” ของ ผู้แนะนำที่จะสอนผู้ที่เขานำเข้ามาในธุรกิจให้รู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างใน ธุรกิจ เช่น การสั่งสินค้า การจดบันทึกความคืบหน้าในธุรกิจ การเริ่มต้น วิธีในการฝึกอบรม เพราะการช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจเครือข่ายเติบโต เมื่อองค์กรของคุณโต คุณก็จะเป็นนักธุรกิจอิสระที่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดคุณจะกลายเป็นเจ้านายของตัวเอง!

ดังที่ผมกล่าวไปในตอนต้นว่าภายในยุค 1990s MLM หรือธุรกิจเครือข่าย ได้ทำเงินไปมากกว่า หนึ่งร้อยล้านเหรียญ นี่เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก! แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้ ธุรกิจเครือข่ายนั้นอยู่รอบๆ ตัวเรามามากกว่า 40 ปีแล้ว บางบริษัทที่เปิดทำการมากว่า 20 ปี กำลังทำเงินกว่าร้อยล้านเหรียญต่อปี ผมรู้จักบริษัทหนึ่งที่ทำรายได้มากกว่าสองล้านเหรียญในปีแรก ในปีที่สองเขาทำได้ถึงสิบห้าล้านเหรียญ ในปีที่สามเขาคาดหวังรายได้ 75 ล้านและ หนึ่งพันล้านเหรียญภายในปีที่ 5! หลักการในเวปไซน์แห่งนี้จะทำให้คุณเห็นว่าเป้าหมายของเขาจะเป็นจริงได้อย่างไร และสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คน

ที่มา : www.agel-center.com

—Thanks for reading—
W.Wanich

สรุปเนื้อหา The Magic of Think Big(คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก)

2009/08/29 2 comments

Home >> Articles

สรุปเนื้อหา The Magic of Think Big(คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก)

The Magic of Thinking Big บทที่ 1 กลวิธีจะสร้างพลังความเชื่อ
  1. คิดว่าต้องสำเร็จ อย่าคิดว่าจะล้มเหลว
  2. เตือนตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่า คุณเก่งกว่าที่คุณคิด
  3. คิดใหญ่ ขนาดของความสำเร็จ ถูกกำหนดโดยขนาดของความเชื่อของคุณ คิดอะไรเล็ก ๆ ก็จะประสบผลสำเร็จเพียงเล็กน้อย
สรุปอย่างสั้น ๆ วิธีการรักษาข้ออ้างในเรื่องอายุก็คือ
  1. มองอายุปัจจุบันของคุณในแง่บวก คิดว่า คุณยังหนุ่ม ไม่ใช่ คุณแก่แล้ว คิดในสิ่งใหม่ เพื่อสร้างความกระตือรือร้น และความรู้สึกของความเป็นหนุ่ม
  2. คำนวณเวลาที่คุณยังสามารถทำงานได้อย่างขยันขันแข็ง อย่าลืมว่าคนอายุ 30 ปี ยังสามารถใช้เวลาที่จะทำงานอีกถึง 80 เปอร์เซ็นต์และคนอายุ 50 ปียังคงเหลือเวลาทำงานอีกถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา
  3. ใช้เวลาในอนาคตทำในสิ่งที่คุณต้องการทำจริง ๆ จะเป็นการสายเกินแก้ ถ้าคุณปล่อยให้จิตใจของคุณเป็นไปในทางลบและคิดว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว เลิกคิดว่า เราควรจะเริ่มมานานแล้ว เพราะนั่นเป็นความคิดล้มเหลว
บทที่ 2 รักษาโรคชอบแก้ตัวของคุณ โรคแห่งความล้มเหลว

หลัก 2 ประการ เอาชนะข้ออ้างเรื่องโชค
  1. ยอมรับกฎของสาเหตุและเหตุผล พิจารณาอีกครั้งถึงสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็น โชคดี ของคนอื่น คุณจะพบว่าไม่ใช่เรื่องของดวงแต่เป็นเรื่องของการเตรียมการ การวางแผนและความคิดมุ่งสู่ความสำเร็จ ชึ่งที่เป็นเรื่องที่มาก่อนโชคลาภ พิจารณาอีกครั้งถึงเรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้ายของคนบางคน
  2. อย่าเป็นคนอื่นเพ้อฟัน อย่าคิดให้เปลืองสมองและฝันถึงวิธีการเอาชนะหรือประสบผลสำเร็จ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย คุณไม่สามารถทำผลสำเร็จได้ หรือก้าวหน้าในตำแหน่งงาน หรือเพื่อให้ประสบชัยชนะ หรือให้ได้สิ่งดีๆในชีวิตตรงกันข้าม หลักการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ ในตัวเองที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะ

บทที่ 4 สร้างความเชื่อมั่นในตนเองและทำลายความหวาดกลัว

สรุปหลักปฏิบัติในการสร้างความเชื่อมั่นและทำลายความหวาดกลัวในตัวเอง

  1. การปฏิบัติเพื่อรักษาความกลัว แยกแยะความกลัวออกมาแล้วทำในสิ่งที่เหมาะสม การไม่ทำอะไรในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่ากับการเสริมความแข็งแกร่งให้กับความกลัวและทำลายความมั่นใจ
  2. พยายามเติมกำลังที่จะใส่เฉพาะความคิดที่เป็นบวกลงในความทรงจำ อย่าให้ความคิดเป็นลบและติเตียนตัวเองเติบโตเป็นอสูรกายทางจิตใจ ปฏิเสธฟื้นความหลังที่ขมขื่นทุกประการ
  3. จัดให้ทุกคนอยู่ในสถานภาพที่เหมาะสม จำไว้ว่า คนเรามีความเหมือนกันกว่าที่จะแตกต่างกัน มองทุกคนด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียมกันเราก็เป็นเพียงมนุษย์อีกคนหนึ่งและสร้างทัศนคติที่เข้าใจผู้คนจำนวนมาก
  4. ฝึกทำในสิ่งที่จิตสำนึกของคุณบอกว่าถูกต้อง สิ่งนี้จะป้องกันความรู้สึกผิดในจิตใจไม่ให้เกิดขึ้น ทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นสูตรแห่งความสำเร็จที่ใช้ได้ผลในทางปฏิบัติมาก
  5. ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบอกว่า “ผมมั่นใจ มั่นใจจริง ๆ”

ฝึกเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ในกิจวัตรประจำวันของคุณ

  1. เป็นคนนั่งแถวหน้า
  2. สบตาคนที่คุณคุยด้วย
  3. เดินเร็วขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์
  4. พูดจาฉะฉาน ชัดถ้อย ชัดคำ
  5. ยิ้มเปิดเผย

บทที่ 4 จำไว้ว่าคิดใหญ่ดีกว่าในทุกทาง

  1. อย่ามีปมด้อย เอาชนะความรู้สึกที่ดูถูกตัวเอง มุ่งเน้นในคุณสมบัติของตัวเอง คุณดีกว่าที่คุณคิด
  2. ใช้คำของคนที่คิดใหญ่ ใช้คำที่ใหญ่ สดใส และรื่นเริง ใช้คำพูดที่ให้สัญญาว่าจะชนะ ใหความหวัง ความสุข ความรื่นเริง หลีกเลี่ยงคำที่สร้างไว้
  3. มองอนาคตให้ไกลขึ้น ดูว่าอะไรจะเป็นไปได้ ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เป็นอยู่ ฝึกเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ คนอื่นและตัวคุณเอง
  4. มองงานของคุณให้ใหญ่ขึ้น คิดอย่างจริงจังถึงความสำคัญของงานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งคราวหน้า ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่คุณมองงานในปัจจุบันของคุณ
  5. อย่าคิดเรื่องจุกจิก เอาใจใส่ต่อวัตถุประสงค์หลัก ก่อนที่จะเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกทั้งหลาย ถามตัวเองว่า ” มันสำคัญอะไรนักหรือ “
  6. เติบใหญ่โดยการคิดใหญ่

บทที่ 5 วิธีคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์

  1. เชื่อว่าเราทำได้ เมื่อคุณเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นไปได้ จิตใจของคุณ จะหาหนทางที่จะทำมัน เชื่อว่ามีทางเปิดไปสู่คำตอบ ลบคำว่า “เป็นไปไม่ได้” หรือ “ใช้ไม่ได้” หรือ “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่มีประโยชน์ที่จะลอง” ออกจากความคิดและคำพูดของคุณ
  2. อย่าให้ความคิดดั้งเดิม ทำให้จิตใจคุณเป็นอัมพาต ยอมรับความคิดใหม่ ๆ ทดลองแนวทางใหม่ เป็นคนหัวก้าวหน้าในทุกสิ่งที่คุณทำ
  3. ถามตัวเองทุกวันว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร” ไม่มีข้อจำกัดในการปรับปรุงตัวเองเมื่อคุณถามตัวเองว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร?” คำตอบจะปรากฏขึ้น ลองแล้วคอยดู
  4. ถามตัวเองว่า “เราจะทำให้มากขึ้นได้อย่างไร ?” ความสามารถในการทำงานเป็นสภาวะของจิตใจ การถามตัวเองด้วยคำถามนี้จะส่งสัญญาณให้จิตใจคุณทำงาน หาวิธีที่จะตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ องค์ประกอบร่วมของความสำเร็จในธุรกิจก็คือ ทำสิ่งที่คุณทำให้ดีขึ้น (ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์) และำในสิ่งที่คุณทำให้มากขึ้น (เพิ่มปริมาณของผลผลิต)
  5. ฝึกถามและฟัง ถามและฟังแล้วคุณจะได้วัตถุดิบที่จะใช้ในการตัดสินใจที่ถูกต้อง จำไว้ว่าคนใหญ่ผูกขาดการฟัง คนเล็กผูกขาดการพูด
  6. เปิดใจของคุณ ให้จิตใจของคุณได้รับการกระตุ้น สังสรรค์กับคนที่จะช่วยให้คุณคิดถึงความคิดใหม่ ๆ วิธีการใหม่ ๆ ในการทำสิ่งต่าง ๆ คลุกคลีกับคนที่อยู่ในอาชีพอื่น

บทที่ 6 คุณเป็นไปตามที่คุณคิดว่าคุณเป็น

ข้อแนะนำที่จำทำให้คนอื่นทำงานให้คุณมากขึ้น

  1. แสดงทัศนคติทางด้านบวกเสมอเกี่ยวกับงานของคุณ เพื่อว่าลูกน้องจะได้รับความคิดที่ถูกต้อง
  2. ในแต่ละวันขณะที่คุณทำงาน ถามตัวคุณเองว่า
  • “ฉันมีค่าในทุกด้านที่สมควรแก่การเลียนแบบหรือไม่ ?”
  • “นิสัยบางอย่างของฉันเป็นนิสัยของลูกน้องหรือไม่ ?”
  • หล่อหลอมคำถามที่ว่า ”นี่เป็นวิธีที่คนสำคัญใช้ ใช่หรือไม่ ?” ลงในจิตใจของคุณ ใช้คำถามทำให้ตัวคุณใหญ่ขึ้น และประสบผลสำเร็จสูงขึ้น

กล่าวโดยย่อ จำไว้ว่า

  1. คิดว่าตัวเองสำคัญ มันช่วยให้คุณคิดสำคัญ การปรากฏกายของคุณ พูดกับคุณ ให้แน่ใจว่ามันช่วยยกระดับขวัญกำลังใจ และความเชื่อมั่น ในตนเองของคุณ การปรากฏกายของคุณ พูดกับคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นให้แน่ใจว่ามันพูดว่า “นี่คือคนสำคัญ ฉลาด มั่งคั่ง และไว้ใจได้”
  2. คิดว่างานของคุณสำคัญ คิดแบบนี้แล้วคุณจะได้รับสัญญาจากจิตใจถึงวิธีที่จะทำงานของคุณให้ดีขึ้น คิดว่างานของคุณสำคัญแล้วลูกน้องของคุณจะคิดว่างานของเขามีความสำคัญเช่นกัน
  3. พูดอย่างห้าวหาญกับตัวเองวันละหลาย ๆ ครั้ง สร้างโฆษณา “ขายตัวเองให้กับตัวคุณเอง” พูดย้ำกับตัวเองในทุกโอกาสว่า คุณเป็นคนชั้นหนึ่ง
  4. ในทุกสถานการณ์ของชีวิต ถามตัวเองว่า “นี่เป็นวิธีการที่คนสำคัญคิด ใช่หรือไม่ ?” แล้วเชื่อฟังคำตอบนั้น

บทที่ 7 จัดการกับสภาพแวดล้อมของคุณเอาชั้นหนึ่ง

วิธีทดสอบว่า ตัวเองเป็นคนชอบนินทา หรือไม่

  1. ผมชอบปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับคนอื่นหรือไม่
  2. ผมมีเรื่องดี ๆ ที่จะพูดเกี่ยวกับคนอื่นเสมอ
  3. ผมชอบฟังรายงานเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวหรือไม่
  4. ผมตัดสินคนอื่นเฉพาะบนพื้นฐานของความเป็นจริงใช่ใหม
  5. ผมชอบสนับสนุนคนอื่นให้เล่าข่าวลือให้ผมฟัง
  6. ผมชอบเริ่มคำสนทนาด้วยคำว่า “อย่าบอกใคร” หรือไม่
  7. ผมเก็บเรื่องลับเป็นความลับหรือไม่
  8. ผมรู้สึกผิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูดถึงคนอื่นหรือไม่

สรุปการทำให้สภาพแวดล้อมของคุณ นำคุณไปสู่ความสำเร็จ

  1. เป็นคนระวังในเรื่องสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับการที่อาหารสร้างร่างกาย อาหารใจ สร้างจิตใจ
  2. ใช้สภาพแวดล้อมของคุณทำให้คุณ ไม่ใช่ต่อต้านคุณอย่าให้พลังด้านที่มาจากคนที่มี ความคิดลบ คนที่ชอบคิดแต่ว่าทำไม่ได้ มาทำให้คุณไขว้เขว และคิดอย่างพ่ายแพ้
  3. อย่าให้คนคิดเล็กดึงคุณไว้ คนขี้อิจฉาต้องการเห็นคุณล้ม อย่าให้เขาสมหวัง
  4. ขอคำแนะนำจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ อนาคตของคุณเป็นสิ่งสำคัญ อย่าเสี่ยงกับที่ปรึกษาอิสระที่มีชีวิตที่ล้มเหลว
  5. รับแสงแดดของจิตใจให้มาก สังคมกับคนกลุ่มใหม่ๆ ค้นหาและทำสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น
  6. โยนยาพิษของความคิดออกจากสภาพแวดล้อมของคุณ หลีกเลี่ยงการนินทา คุยเกี่ยวกับเรื่องงานแต่พูดเฉพาะในด้านที่เป็นบวก
  7. เอาชั้นหนึ่งในทุกสิ่งที่คุณทำ คุณไม่มีปัญญาเอาชั้นอื่นแพงเกินไป เมื่อเทียบกับคุณภาพของมัน

บทที่ 8 ทำให้ทัศนคติของคุณเป็นพวกเดียวกับคุณ

วิธีการปลูกฝังทัศนคติ 3 ประการให้เกิดกับคุณ

  1. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า ผมกระตือรือร้น
  2. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า คุณเป็นคนสำคัญ
  3. ปลูกฝังทัศนคติ บริการเป็นอันดับหนึ่ง

สรุปวิธีปลูกฝังทัศนคติที่จะนำให้คุณไปสู่ความสำเร็จ

1. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า “ฉันกระตือรือร้น” ผลตอบแทนมาเป็นสัดส่วนกับความ กระตือรือร้นที่ลงทุนลงไปมีสิ่ง 3 สิ่งที่จะช่วยทำให้คุณกระตือรือร้นดังนี้

- ศึกษาให้ลึกซึ้ง เมื่อคุณพบว่าคุณไม่ได้สนใจในบางสิ่งบางอย่างค้นคว้าและเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับมัน สิ่งนี้จะสร้างความกระตือรือร้นขึ้นมาได้

- เพิ่มชีวิตชีวา ในทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ การยิ้มของคุณ การจับมือการพูด แม้แต่การเดิน ทำให้มีชีวิตชีวา

- การประกาศข่าวดี ไม่มีใครเคยประสบความสำเร็จในทางที่เป็นบวกโดยการประกาศข่าวร้าย

2. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า คุณเป็นคนสำคัญ และทุกคนจะทำให้คุณมากกว่าเมื่อคุณทำให้เขารู้สึกสำคัญ อย่าลืมทำสิ่งต่อไปนี้

- ในทุกโอกาสแสดงความสำนึกในบุญคุณเท่าที่ทำได้ และทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเขาเป็นคนสำคัญ

- เรียกคนอื่นโดยเรียกชื่อของเขา

3. ปลูกฝังทัศนคติที่ว่า บริการอยู่เหนือสิ่งอื่นใด และดูเงินที่จะตามมาเอง ตั้งเป็นกฏว่าคุณจะทำให้คนอื่นมากกว่าที่เขาคาดว่าจะได้รับ

บทที่ 9 คิดให้ถูกต้องต่อคนอื่น

กฎ 10 ข้อ ทำให้คนชอบคุณ

  1. เรียนรู้ที่จะจำชื่อคน การขาดประสิทธิภาพที่จุดนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่า ความสนใจของคุณยังไม่ได้เปิดออกไปเพียงพอ
  2. เป็นคนที่เป็นกันเอง เพื่อว่าคนที่พบคุณจะได้ไม่เกิดความเครียด
  3. ทำตัวให้เป็นคนง่ายๆ เพื่อสิ่งต่างๆ จะไม่ทำให้คุณหัวเสีย
  4. อย่าอวดดี ระวังการแสดงออกที่จะสร้างความรู้สึกว่า คุณรู้ทุกอย่าง
  5. ทำตัวให้น่าสนใจ เพื่อที่ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับคุณจะได้บางสิ่งบางอย่างที่มีประโยชน์
  6. พยายามที่จะตัดส่วนความ ” หลุกหลิก” ของบุคลิกภาพของคุณออกไป แม้แต่ส่วนที่คุณอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว
  7. พยายามที่จะไกล่เกลี่ยความไม่เข้าใจทุกอย่างที่คุณเคยมี หรือที่กำลังมีอยู่อย่างจริงใจ บนพื้นฐานของศาสนา ลืมความขมขื่นให้หมด
  8. ฝึกชอบคน จนกระทั่งคุณทำได้จริงๆ
  9. อย่าพลาดโอกาสแม้แต่ครั้งเดียวที่จะพูดแสดงความยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น หรือแสดงความเห็นใจในความโศกเศร้าหรือผิดหวัง
  10. ให้ขวัญและกำลังใจแก่คน และเขาจะมีความรักต่อคุณอย่างแท้จริง

6 วิธีการที่จะได้เพื่อน

  1. แนะนำตัวเองกับคนอื่นในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะในงานปาร์ตี้ การพบปะสร้างสรรค์ บนเครื่องบิน ในงาน และทุกๆ แห่ง
  2. ให้แน่ใจว่าคนอื่นจำชื่อของคุณได้เป็นพิเศษ
  3. ให้แน่ใจว่าคุณเรียกชื่อคนอื่นถูกต้องตามที่เขาออกเสียง
  4. เขียนชื่อคนอื่น และให้แน่ใจค่อนข้างมากว่าคุณสะกดชื่อของเขาถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ขอที่อยู่และเบอร์โทศัพท์ด้วย
  5. ส่งจดหมายส่วนตัวหรือโทรศัพท์ถึงเพื่อนใหม่ที่คุณรู้สึกต้องการที่จะรู้จักให้ดีขึ้น นี่เป็นประเด็นสำคัญ ผู้ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่สร้างสัมพันธ์ต่อเนื่องกับเพื่อนใหม่โดยจดหมาย หรือโทรศัพท์
  6. และสุดท้าย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พูดสิ่งที่รื่นรมย์กับคนแปลกหน้า มันทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นและทำให้คุณพร้อมสำหรับภารกิจข้างหน้า

สรุปการปฏิบัติสำหรับการคิดอย่างถูกต้องต่อคนอื่น

  1. ทำให้ตัวเองเบาลงในการที่จะยก ฝึกเป็นคนที่น่านิยมชมชอบ ฝึกเป็นคนประเภทที่คนทั่วไปชอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาสนับสนุนคุณ และเติมเชื้อเพลิงให้กับโปรแกรมสร้างความสำเร็จของคุณ
  2. เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างความเป็นเพื่อน แนะนำตัวเองกับคนอื่นในทุกโอกาสที่ทำได้ ให้แน่ใจว่าคุณได้ชื่อที่ถูกต้องของคนอื่น และให้แน่ใจเท่าๆ กันว่า เขาได้ชื่อคุณเช่นเดียวกัน ส่งจดหมายส่วนตัวถึงเพื่อนใหม่ของคุณ ถ้าคุณอยากรู้จักเขาเขาดีขึ้น
  3. ยอมรับความแตกต่างและข้อจำกัดในมนุษย์ อย่าคาดหวังความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์จากผู้ใด อย่าลืมว่าคนอื่นมีสิทธิที่จะแตกต่าง และอย่าเป็นคนชอบแย้ง
  4. เปิดช่องบวก สถานีจิตใจที่ดี ค้นหาคุณสมบัติที่จะชื่นชอบและยกย่องคนอื่น ไม่ใช่ค้นหาแต่สิ่งที่จะทำให้เกลียด และอย่าให้คนอื่นทำให้ความคิดของคุณลำเอียงกับบุคคลที่สาม คิดสิ่งที่เป็นบวกต่อคนอื่น แล้วคุณจะได้ผลที่เป็นบวก
  5. ฝึกเป็นคนเอื้ออารีในการสนทนา เป็นเหมือนคนที่ประสบความสำเร็จ สนับสนุนให้คนอื่นพูด ให้คนอื่นพูดกับคุณเกี่ยวกับตัวเขา ความเห็นของเขา และความสำเร็จของเขา
  6. ฝึกเป็นคนเอื้อเฟื้อตลอดเวลา มันทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้น และมันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นด้วย
  7. อย่าโทษคนอื่นเมื่อคุณพ่ายแพ้ จำไว้ว่าวิธีการที่คุณคิด เมื่อคุณประสบความพ่ายแพ้จะเป็นตัวกำหนดว่าอีกนานเท่าไรคุณถึงจะชนะ

บทที่ 10 สร้างนิสัยในการลงมือทำ

  1. เป็นคนกระตือรือร้น เป็นคนทำงาน เป็นนักทำ อย่าเอามือซุกหีบ
  2. อย่ารอจนกระทั่งเงื่อนไขต่างๆ สมบูรณ์แบบ มันไม่มีเกิดขึ้นเผชิญหน้ากับความยุ่งยาก และอุปสรรคในอนาคต และแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น
  3. จำไว้ว่า ลำพังความคิดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความสำเร็จ แต่ความคิดจะมีค่าก็ต่อเมื่อได้รับการปฏิบัติ
  4. ใช้การลงมือปฏิบัติช่วยขจัดความกลัวและสร้างความมั่นใจ ทำในสิ่งที่กลัวแล้วความกลัวจะหายไป ลองทำแล้วคอยดู
  5. ติดเครื่องความคิดของคุณด้วยมือ อย่ารอให้จิตใจผลักดันคุณให้ทำแต่ลงมือทำไปก่อน แล้วคุณจะผลักดันจิตใจให้คิด
  6. คิดในเกณฑ์ของคำว่า เดี๋ยวนี้ คำว่าพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า วันหลัง หรือ คำอื่นๆ ที่คล้ายกันนั้น มักเป็นคำที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับคำแห่งความล้มเหลวนั่นคือไม่มีวัน จงเป็นคนประเภท ” ฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้”
  7. นั่งลงและทำงาน อย่าเสียเวลาเตรียมตัวที่จะทำ เอาเวลานั้นมาทำงานดีกว่า
  8. เป็นผู้ริเริ่ม เป็นนักรณรง หยิบลูกบอล และออกวิ่ง เป็นอาสาสมัคร แสดงให้เห็นว่า คุณมีความสามารถและมีความทะเยอทะยาน ที่จะทำ

บทที่ 11  วิธีเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ

สรุปวิธีเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ

  1. ศึกษาความพ่ายแพ้เพื่อที่จะปูทางไปสู่ความสำเร็จ เมื่อคุณแพ้ ควรเรียนรู้และเอาชนะในครั้งต่อไป
  2. มีความกล้าหาญที่จะวิจารณ์ตัวเอง ค้นให้พบความผิดพลาดและจุดอ่อนของตัวเอง และทำการแก้ไข สิ่งนี้จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ
  3. หยุดโทษโชคชะตา ตรวจสอบการพ่ายแพ้แต่ละครั้ง ค้นหาว่าอะไรผิดพลาด จำไว้ว่าการโทษโชคชะตาไม่ทำให้ใครสามารถไปในที่ที่เขาต้องการจะไปได้
  4. ผสมผสานความมุมานะกับการทดลอง ยึดติดกับเป้าหมาย แต่อย่าเอาหัวชนฝา ทดลองวิธีการใหม่ๆ
  5. จำไว้ว่า มีด้านที่ดีอยู่ในทุกสถานการณ์ ค้นหาดู มองด้านที่ดี และ หันหลังให้กับความท้อแท้หมดหวัง

บทที่ 12 ใช้เป้าหมายช่วยให้คุณโต

สรุปเป้าหมายการสร้างความสำเร็จ

  1. กำหนดให้ชัดเจนว่าคุณต้องการไปทางไหน สร้างภาพพจน์ของตัวคุณเอง 10 ปีนับจากนี้
  2. เขียนแผน 10 ปีของคุณ ชีวิตของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นไปตามดวง เขียนลงในกระดาษในสิ่งที่คุณต้องการทำให้สำเร็จในงานของคุณ ครอบครัว และชีวิตในสังคม
  3. ยอมจำนนต่อความปรารถนาของคุณ ตั้งเป้าหมายเพื่อให้ได้รับพลังงาน ตั้งเป้าหมายเพื่อให้สิ่งต่างๆ ได้รับการปฏิบัติจนสำเร็จ ตั้งเป้าหมายและพบความสนุกสนานและเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต
  4. ปล่อยให้เป้าหมายหลักของคุณเป็นตัวชี้นำชีวิตอัตโนมัติของคุณ เมื่อ คุณปล่อยให้เป้าหมายครอบจิตใจของคุณ คุณจะพบว่าคุณตัดสินใจอย่างถูกต้อง ที่จะบรรลุสู่เป้าหมายนั้นเสมอ
  5. ทำงานสู่เป้าหมายทีละขั้น ถือว่าแต่ละก้าวที่คุณทำเป็นอีกก้าวหนึ่งสู่เป้าหมาย ไม่ว่าก้าวนั้นจะดูเหมือนก้าวเล็กแค่ไหนก็ตาม
  6. สร้างเป้าหมาย 30 วัน ความพยายามในแต่ละวัน ในที่สุด จะให้ผลที่ต้องการตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
  7. เดินอ้อมในการก้าวย่างของคุณ ทางอ้อมมีความหมายเป็นเพียงอีกทางหนึ่ง มันไม่ควรจะหมายถึงการยอมจำนนในเป้าหมายของคุณ
  8. ลงทุนในตัวเอง ซื้อสิ่งที่สร้างพลังทางจิตใจและประสิทธิภาพ ลงทุนในการศึกษา ลงทุนในสิ่งที่สร้างความคิด

บทที่ 13  วิธีที่จะคิดเหมือนกับเป็นผู้นำ

หลักการหรือกฏแห่งการเป็นผู้นำ 4 ประการ

  1. แลกเปลี่ยนจิตใจกับคนที่คุณต้องการจะมีอำนาจชักจูงใจเขา
  2. คิดว่า อะไรคือ วิธีการการจัดการกับปัญหาอย่างมีความเป็นมนุษย์
  3. คิดอย่างก้าวหน้า เชื่อในความก้าวหน้าและผลักดันเพื่อความก้าวหน้า
  4. หาเวลานอกเพื่อที่จะปรึกษากับตัวเอง

อุทาหรณ์ – ประจำตัว “โลกนี้ จะเป็นอย่างไร ถ้าคนทุกคนในโลก เหมือนกับผม”

สรุปการคิดที่จะเป็นผู้นำ

  1. แลกเปลี่ยนจิตใจกับคนที่คุณต้องการ มีอำนาจชักจูงจิตใจ มันเป็นการง่ายที่จะทำให้คนอื่นทำในสิ่งที่คุณต้องการให้เขาทำ ถ้าคุณจะมองสิ่งต่างๆ จากสายตาของเขา ถามตัวเองด้วยคำถามนี้ก่อนที่คุณจะลงมือทำ “ผมจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ถ้าผมเป็นเขา และเขาเป็นผม “
  2. ประยุกต์ใช้กฏ ” ความเป็นมนุษย์” ในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นถามว่า ” อะไรคือ วิธีที่มีความเป็นมนุษย์ในการจัดการกับปัญหานี้ ?” ในทุกๆ สิ่งที่คุณทำ แสดงให้เห็นว่าคุณให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับแรก ปฏิบัติต่อคนในแบบที่คุณอยากได้รับการปฏิบัติ คุณจะได้รับผลตอบแทนไม่ช้าก็เร็ว
  3. คิดอย่างก้าวหน้า เชื่อในความก้าวหน้า และผลักดันเพื่อความก้าวหน้า คิดปรับปรุงในทุกสิ่งที่คุณทำ คิดมาตรฐานสูงในทุกสิ่งที่คุณทำ ในระยะเวลาหนึ่งลูกน้องมีแนวโน้มที่จะเป็นรูปสำเนาของหัวหน้าของเขา ให้แน่ใจว่ารูปต้นแบบมีค่าควรแก่การทำสำเนา ตั้งเป็นนโยบายส่วนตัวต่อไปนี้ “ที่บ้าน ที่ทำงาน ในสังคม ถ้ามันเป็นเรื่องของความก้าวหน้า ผมเห็นด้วย “
  4. หาเวลานอกพูดคุยกับตนเอง และดึงพลังความคิดชั้นสุดยอดของคุณออกมาใช้ การตั้งใจอยู่โดดเดี่ยว ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ใช้มันในการปลดปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ของคุณออกมา ใช้มันในการค้นหาคำตอบให้แก่ปัญหาส่วนตัวและธุรกิจ ดังนั้นใช้เวลาบางส่วนสำหรับอยู่ตัวคนเดียว ทุกวันเพียงเพื่อที่จะคิด ใช้เทคนิคการคิดที่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายใช้ นั่น คือ พูดคุยกับตัวเอง

บทที่ 14  วิธีใช้ความมหัศจรรย์ของการคิดใหญ่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่สุดของชีวิต

A.

  1. คุณชนะถ้าคุณปฏิเสธที่จะสู้กับคนคิดเล็กคิดน้อย การต่อสู้กับคนเล็กจะลดขนาดของคุณให้เท่ากับขนาดของเขา เพราะฉะนั้นยืนอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่ไว้
  2. คาดไว้ได้เลยว่าคุณจะต้องถูกแทงข้างหลัง นั่นเป็นการพิสูจน์ว่าคุณกำลังโต
  3. เตือนตัวเองว่าคนลอบกัดมีความเจ็บป่วยทางจิตใจ จงเป็นคนใหญ่และให้ความสงสารแก่พวกเขา คิดให้ใหญ่พอที่จะปลอดภัยจากการโจมตีของพวกคิดเล็กคิดน้อย

B. เมื่อความรู้สึกที่ว่า ” ผมไม่มีสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จ” คืบคลานเข้ามาหาคุณ จงคิดใหญ่ จำไว้ว่าคุณคิดว่าคุณอ่อนแอ คุณก็จะอ่อนแอ ถ้าคิดว่าคุณไม่มีความสามารถเพียงพอ คุณก็ไม่มี ถ้าคิดว่าคุณเป็นคนชั้นสอง คุณก็เป็น โจมตีแนวโน้มทางธรรมชาติของคนที่จะรู้สึกตนเองว่าต่ำต้อย ด้วยเครื่องต่อไปนี้

  1. ทำให้ดูสำคัญ มันช่วยให้คุณคิดในสิ่งที่สำคัญ รูปร่างหน้าตาและการปรากฏภายนอกของคุณมีส่วนเกี่ยวพันกับความรู้สึกภายในของคุณเป็นอย่างมาก
  2. มุ่งเน้นในคุณสมบัติของคุณ สร้างวิธีการขายตัวเองให้กับตัวเองแล้วใช้มัน เรียนรู้ที่จะชาร์จพลังตัวคุณเอง รู้จักด้านบวกของตัวเอง
  3. วางคนอื่นให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม คนอื่นก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เพราะฉะนั้นกลัวเขาทำไมคิดให้ใหญ่เพียงพอ เพื่อที่จะเห็นว่าคุณดีแค่ไหนจริงๆ

C. เมื่อการทะเลาะเบาะแว้งดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ จงคิดใหญ่ การพยาบาท อาฆาต จะไม่ช่วยคุณไปถึงที่ที่คุณต้องการจะไป

  1. ถามตัวเองว่า “จริงๆ แล้ว สิ่งนี้สำคัญแค่ไหนที่จะต้องถกเถียงกัน
  2. เตือนตัวเองว่า คุณไม่ได้อะไรเลยจากการทุ่มเถียง แต่คุณจะเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างเสมอ คิดให้ใหญ่เพียงพอที่จะเห็นว่าการทะเลาะ การทุ่มเถียง และความพยาบาท อาฆาต จะไม่ช่วยคุณไปถึงที่ๆ คุณต้องการจะไป
D. เมื่อคุณรู้สึกพ่ายแพ้ จงคิดใหญ่ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จใหญ่หลวงโดยปราศจากความยากลำบากและความผิดพลาด แต่มันเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการถูกทำให้พ่ายแพ้ นักคิดใหญ่มีปฏิกิริยา ต่อความผิดพลาดโดยวิธีนี้
  1. ถือว่า ความผิดพลาดเป็นบทเรียน เรียนรู้จากมัน วิเคราะห์ดูความผิดพลาดและใช้มันในการส่งคุณให้ก้าวหน้าไปข้างหน้า กอบกู้ที่เหลืออยู่จากความผิดพลาดทุกครั้ง
  2. ผสมผสานความมุ่นมั่นกับการทดลอง ถอยหลังและเริ่มทำใหม่ด้วยวิธีการใหม่ๆ คิดให้ใหญ่พอที่จะเห็นว่าความพ่ายแพ้สภาวะของจิตใจไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

E. คิดใหญ่เกี่ยวกับความรัก

  1. มุ่งเน้นในคุณสมบัติสำคัญที่สุดกับคนที่คุณต้องการให้รักคุณ เก็บสิ่งเล็กๆ น้อย ๆ ไว้ในที่ของมัน ที่ชั้นสอง
  2. ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษสำหรับคู่ของคุณ และทำบ่อยๆ คิดให้ใหญ่พอที่จะพบความสุขของชีวิตแต่งงาน

F. คิดใหญ่เมื่อความก้าวหน้าของงานช้าลง

  1. คิดว่า ” ผมสามารถทำให้ดีขึ้น”
  2. การบริหารอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

ลิเลียส ไซรัส ได้กล่าวไว้ว่า “คนฉลาดจะเป็นนายของจิตใจ คนโง่จะเป็นทาส”

จากหนังสือ คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก โดย เดวิด เจ. ชวอร์ต
เรียบเรียงโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิราวรากร
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัดมหาชน
880/43-45 ซอย ตระกูลสุข ถนนอโศก – ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10320

ที่มา : www.mlmlanna.com

เพิ่มเติม มีฉบับยาวกว่าลองเข้าไปอ่านได้ที่ www.novabizz.com/ThinkBig

—Thanks for reading—

W.Wanich

Active Income VS Passive Income

Home >> Articles

Active Income vs Passive Income

รายได้ 2 อย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมจะพยายามอธิบายตามความเข้าใจของผมที่ได้รับรู้มา

Active Income คือรายได้ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือเป็นรายได้ต่อโปรเจค ที่ต้องทำงานแลกมา ถ้าเราหยุดทำงาน หรือทำงานไม่ได้ รายได้นี้ก็จะไม่ได้รับ เป็นรายได้ที่คนทั่วไปได้รับ เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้รับเหมา หรือแม้แต่ชาวนา ที่มีรายได้เป็นฤดู ๆ ต้อง ทำงานแลกกับเงิน หยุดทำก็ไม่มีเงิน

Passive Income คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากการทำงาน เป็นรายได้ที่เกิดจากทรัพย์สิน หรือ รายได้ที่เกิดจากการที่ได้ลงแรงทำงานอย่างหนักจนบรรลุเป้าหมาย หลังจากนั้นเมื่อหยุดทำงาน ก็ยังมีรายได้/ผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยไม่ต้องลงมือทำงานอย่างหนักอีกต่อไป และเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับลงทุนลงแรงที่ทำไป

รายได้จาก Passive Income นั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เรา ทำงาน แลกเงิน แต่เป็น รายได้ ต่อเนื่องโดยที่เราไม่ต้องออกแรงทำงาน มันเป็นผลจากการทำงานในอดีต ที่ยังเห็นผลต่อเนื่องในปัจจุบันและมีผลต่อไปในอนาคต พูดง่ายๆก็คือ “อยู่เฉย ๆ ก็มีรายได้”

Cashflow Quadrant ถ้าท่านอ่านหนังสือของ โรเบิร์ต เล่ม 2 เรื่อง “เงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant” ท่านคงเห็นตัวอย่างของรายได้ทั้งสองนี้ตั้งแต่บทนำ
  • เรื่องของเอ็ดกับบิล
  • เรื่องของถังน้ำกับท่อน้ำ
  • เรื่องของการลากถังกับต่อท่อ
  • เรื่องของการทำงานอย่างหนักและทำงานอย่างชาญฉลาด
  • ซึ่งความคิดของทั้งสองคนต่างกันโดยสิ้นเชิง (ถ้าคุณอยากรู้เรื่องราวของเอ็ดกับบิล ต้องไปอ่านเองนะครับ) แล้วคุณล่ะ อยากได้รายได้แบบไหน Active Income หรือ Passive Income

    ขอให้คุณตอบจากความต้องการของคุณจริงๆ โดยไม่มีคำว่า “แต่” ไม่ต้องเอาอุปสรรคหรือข้ออ้างต่าง ๆ นานามาขัดขวางความคิดและการตัดสินใจของคุณ

    มีคนบอกว่า “คนส่วนมากหาเหตุผล เพื่อบอกว่าตัวเองทำไม่ได้เพราะอะไร และหาเหตุผลที่จะบอกว่าคนนั้นทำได้เพราะเหตุใด”

    ถ้าคุณตัดสินใจที่จะมี รายได้ จาก Passive Income แล้วล่ะก็ คุณต้องเริ่มเปลี่ยนตัวเอง เริ่มที่จะ คิดใหม่ เริ่มทำในสิ่งที่แตกต่างจากชีวิตปัจจุบัน เพราะถ้าคุณยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมคุณก็ยังคงได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิมอยู่นั้นเอง ลองกับไปอ่านบทความ เราจะเอาชนะวิธีคิดแบบเดิม  ๆ ได้อย่างไร?” ในนั้นได้เขียนไว้ว่า

    ความผิดที่ใหญ่หลวงที่สุดของมนุษย์ก็คือ “การหวังว่าจะมีชีวิตใหม่ ด้วยความคิดและพฤติกรรมเดิม ๆ”

    The Magic of Thinking Big ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้คุณเริ่มจากหนังสือเล่มนี้ The magic of thinking big – คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ผมจะไม่บอกว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร ถ้าคุณอยากรู้ต้องหามันมาอ่านเอง
    อย่า! อย่าบอกว่าคุณไม่มีเวลาอ่าน “ถ้าคุณบอกว่าไม่มีเวลา คุณก็จะไม่มีเวลาจริง ๆ” ผมใช้เวลาอ่านหนังสือตอนนั่งในห้องสุขาของทุกวัน เวลาว่างระหว่างเดินทาง เวลายืนรอนัดหมาย ไปทุกที่ผมจะติดหนังสือข้างกาย เมื่อมีเวลาแม้สัก 3 นาที ผมก็จะหยิบมันขึ้นมาอ่าน เพราะผมรู้ว่า ถ้าผมอ่าน ผมจะอ่านจบเล่มสักวัน แต่ถ้าไม่อ่านก็อย่าหวังเลย
    อย่า! อย่าบอกนะครับว่านี่คือนิสัยของผม เมื่อก่อนผมไม่ชอบอ่านหนังสือเลย แต่ผมเพิ่งจะสร้างนิสัยนี้ขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เอง สร้างจากความอยาก อยากที่จะเปลี่ยนชีวิต สร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นเงื่อนไขที่จะเปลี่ยนชีวิตตนเอง อย่างน้อยผมก็ เปลี่ยนชีวิต ผมได้หนึ่งอย่างแล้วล่ะ

    มีคนบอกว่า “ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่เคยทำ เราจะได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้เสมอ”

    คุณคิดว่าประโยคนี้มันเป็นความจริงหรือเปล่า?

    หมายเหตุ
    บทความต่างๆที่เขียนขึ้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะว่าหรือแดกดันผู้อ่าน หรือไม่ได้ยกตัวเองให้เป็นตัวอย่างของการกระทำ เพียงแต่มีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียวคือให้ท่านได้ “เริ่มต้น” เท่านั้น ถ้าเนื้อหาใดทำให้ท่านเคืองใจ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

    ที่มา : www.thingdd.com

    —Thanks for reading—
    W.Wanich

    หลากมิติด้านการบริหาร ในมุมมองของ Peter Drucker

    Home >> Articles

    หลากมิติด้านการบริหาร ในมุมมองของ Peter Drucker

    Peter Drucker Peter Drucker ถือเป็นปรมาจารย์ด้านการบริหารที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นคลาสสิก เขาเกิดที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งจริงๆ แล้วได้ปริญญาเอกทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฟรังเฟิร์ตในประเทศเยอรมัน และทำงานในกรุงลอนดอนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักเขียนก่อนที่จะย้านมาสหรัฐอเมริกา

    Drucker เขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ The End of Economic Man และไปสอนหนังสือทางด้านการจัดการที่กรุงนิวยอร์ค หลังจากนั้นได้ไปสอนที่แคลิฟอร์เนีย เรียกได้ว่าเป็นอาจารย์กันเพลินไปเลย Drucker ได้เขียนหนังสือทั้งหมดจำนวน 35 เล่ม หนึ่งในนั้นมีชื่อเสียงมากชื่อว่า The Practice of Management and The Effective Executive และยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับสังคม เศรษฐศาสตร์ และการเมืองอีกเล่ม และหนังสือเล่มล่าสุดของ Drucker ชื่อว่า Managing in the Next Society เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545

    Peter Drucker มองการบริหารว่าเป็นเรื่องที่มีมาแต่ช้านาน เขามองว่าการบริหารคือ:

    • เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เป็นการทำให้มนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยการดึงจุดแข็งของแต่ละคนมาใช้งาน
    • จัดการปรับความแตกต่างของวัฒนธรรมของคนในองค์กร ที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม และหลอมสร้างเป็นวัฒนธรรมใหม่ขององค์กร เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างสงบและมีประสิทธิภาพ
    • เป็นการจัดการเพื่อผูกมัดคนในองค์กรไว้กับเป้าประสงค์อันเดียวกัน และทำงานเพื่อภารกิจ (Mission) ที่ชัดเจนเดียวกัน ซึ่งเป็นหน้าที่หลักหนึ่งของผู้บริหารที่จะต้องกำหนดภารกิจนี้ให้ชัดเจน และให้คนในองค์กรสามารถเข้าใจได้ตรงกัน
    • เป็นกิจกรรมที่เพิ่มพูนความสามารถ ศักยภาพของคนในองค์กร และตัวองค์กรเอง เพื่อให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม ทางธุรกิจ และทางเทคโนโลยีที่จะหรือกำลังเกิดขึ้น
    • นอกจากผลกำไรแล้ว ความสามารถทางธุรกิจจะต้องถูกมองจากคนภายนอก ว่าองค์กรมีประสิทธิภาพในการผลิตหรือให้บริการเพียงไร สินค้ามีคุณภาพดีหรือไม่ มีนวัตกรรมใหม่ๆของสินค้าหรือไม่ มีการพัฒนาบุคลากรในองค์กรอย่างไร เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นหน้าที่ของการบริหารเพื่อให้ได้มา
    • การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่เป็นศาสตร์เพราะอาศัยความรู้ ภาวะผู้นำ และสติปัญญาในการทำงาน และที่เป็นศิลป์เนื่องจากต้องการการประยุกต์ความรู้ต่างๆ ไปใช้ในการทำงานจริง

    Drucker มองว่าเราสามารถแบ่งการบริหารออกได้เป็นหลายมิติต่างๆกันดังนี้

    1) ผู้บริหารต้องกำหนดเป้าหมายที่เจาะจง เพื่อให้ทุกคนในองค์กรทำงานด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยภาระหน้าที่เดียวกัน (คือกำหนด Purpose > Vision > Mission > Objectives/Goals ขององค์กรอย่างชัดเจน)

    เป้าหมายขององค์กรควรจะตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ

    • องค์กรทำธุรกิจอะไรในปัจจุบัน จะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
    • องค์กรจะทำธุรกิจอะไรต่อไปในอนาคต และต้องเตรียมตัวอย่างไร และทำอะไรบ้าง
    • องค์กรจะสามารถพัฒนาหรือดึงเอาความสามารถของบุคคลากรออกมามากกว่านี้ได้อย่างไร
    • กิจกรรมใด หรือส่วนประกอบของธุรกิจใด ที่มีผลอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดขององค์กร

    ดังนั้นโดยหลักๆ แล้ว องค์กรควรจะกำหนดวัตถุประสงค์ (Objectives) ต่อไปนี้:

    • การตลาด/การสร้างสิ่งใหม่ (นวัตกรรม)

    วัตถุประสงค์สองประการนี้ที่เป็นคำตอบว่าทำไมลูกค้าจึงซื้อของจากบริษัทของเรา หรือใช้บริการจากองค์กร นอกจากเรื่องของการดูแลสินค้าและบริการที่มีอยู่ในตลาด การพยายามถอดสินค้าเดิมและวางสินค้าใหม่ การเปิดตลาดใหม่ ดูแลมาตรฐานของสินค้าแล้ว วัตถุประสงค์ทางการตลาดที่สำคัญจริงๆ นั้นประกอบด้วยสองประการคือ จะทำการตลาดมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจอะไร, และจะวางตำแหน่งของสินค้านั้นไว้ที่จุดใด
    นวัตกรรมในธุรกิจที่กล่าวถึงข้างบนนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงเฉพาะสิ่งใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่รวมหมายถึงนวัตกรรมทางการบริการ หรือทางธุรกิจด้วย (เช่นการมีการบริการล้างรถถึงบ้าน,การบริการบัตรเครดิต/เดรบิต เป็นต้น)

    • ประสิทธิภาพ (Efficiency) / ผลผลิต (Productivity) ในการดำเนินงาน

    คือความสามารถในการนำทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ มาดำเนินงานให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ดีที่สุด มีคุณภาพและจำนวนมากที่สุด เพื่อไว้ให้บริการแก่ลูกค้า

    • การจัดการทางการเงิน

    ว่านำเงินทุนมาจากแหล่งใด มีต้นทุนเท่าไร จะนำไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนได้เท่าไร อย่างไร เป็นต้น

    • วัตถุประสงค์ด้านทรัพยากร

    หลักการทางเศรษฐศาสตร์บอกไว้ว่า กิจกรรมใดๆ จะต้องการทรัพยากร 3 ชนิดในการดำเนินการคือ ที่ดิน (มีตามธรรมชาติ), แรงงาน (ทรัพยากรบุคคล), และเงิน (คือวิธีการนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอนาคต)

    • ความรับผิดชอบต่อสังคม

    เนื่องจากธุรกิจหรือองค์กรเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นกิจกรรมใดๆ ที่องค์กรกระทำย่อมมีผลกระทบกับลูกค้า หรือบุคคลอื่นภายนอกองค์กร แต่ก็ยังอยู่ในสังคมเดียวกัน ดังนั้นแล้วองค์กรธุรกิจก็ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม เช่นเดียวกับปัจเจกบุคคลจะต้องรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน

    • ผลกำไร

    ผลกำไรเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดของธุรกิจด้วย ที่ว่าจำเป็นเนื่องจากการพยายามทำให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ต่างๆ ข้างบน ย่อมจะมีความเสี่ยงอยู่ในตัว ดังนั้นกำไรจึงเป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องได้มา ซึ่งเป็นการแลกเพื่อให้คุ้มค่าความเสี่ยงนั้นเอง

    2) ทำให้ทรัพยากรบุคคลมีความสามารถ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล [มีหลักในการบริหารงานบุคคลที่ดี คือ Acquire > Develop > Retain และมี Job Spec., Job Description ที่ชัดเจนรัดกุม]

    3) มีการบริหารผลกระทบและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

    ผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจและการจัดการทั้งหลายต่างยกย่องให้ Peter Drucker เป็นบิดาแห่งการศึกษาทางด้านการจัดการ นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัล Presidential Medal of Freedom จากประธานาธิบดี George W. Bush ในปี พ.ศ.2545 อีกด้วย

    ที่มา : สยามอินโฟบิส โดย Aimanun

    — Thanks for reading —
    W.Wanich

    Ten Best Choices of MLM Companies

    Home >> MLM Articles

    Ten Best Choices of MLM Companies

    Author: Aaron Michaels

    If you are purposefully ruminating on the idea of becoming affiliated with a network marketing business, you have some inspection to do. Before making a decision as consequential as starting your own business, it is critical that you have each and all the information you have. Choosing the right business is the most important step on the road to success. There are a few main criteria you should think over when singling out your favorite reputable organization. At the end of the article, a list of the current top ten mlm organizations will be provided. In any event first, review the criteria you should use when researching network marketing opportunities.

    1. Be confident the company is stable.

    Any multilevel marketing business you join should have an organization history of at least five years. The sad fact is that most of network marketing businesses fail after only two years of being in business. Since you are staking your family’s financial future on this decision, ensure that you are partnering with a trustworthy organization.

    2. Find out unquivocally whether the company offers exceptional products or services.

    If the product or service you are pitching is already available at the local mall, for a cheaper price or more convenient location, you will have difficulty establishing the fact that consumers should shop with you. The a great number of successful multilevel marketing businesses offer a product or service that is so exceptional it cannot be obtained anywhere else. Don’t forget that in america organizations are not allowed to make payments based solely on recruitments, sole on actual sale of products or services. Inevitably, if you presumeto make any money, you will be obligated to to sell.

    3. Be certain you may make both instant cash flow and long-term income.

    Study the organization’s compensation plan before you connect with it, since it will determine exactly how you are paid. The ability to generate a quick influx of cash will give you the encouragement you be compelled to to keep going through the tough times you will surely encounter in your organization. On the other hand, the compensation plan should afford a good opportunity for long-term residual income as well.

    4. Have no doubt the organization allows you freedom of your time.

    One of the the majority of honoredand appealing benefits of a network marketing company is that you will be able build a full-time income while still fulfilling your regular daily commitments. This is essential, so that you may build your organization without gambling your family’s current lifestyle and financial stability. Find out whether or not your company offers automated internet marketing services to work for you squeeze every last moment out of your busy schedule.

    Right now that you know what to look for in a network marketing business, here is the list of the top ten businesses as substantiated by the 2006-2007 MLM Insider Distributor’s Choice Awards:

    1. Usana Health Sciences

    (It is worth noting that Usana has actually won this honor for at least the last 6 years in a row. They always collect top honors for both their excellent products and outstanding company’s plan for compensating its representatives. It is the number one recommendation based on their remarkable record.)

    2. Agel Enterprises

    3. 4Life Research

    4. Isagenix International

    5. Xango

    6. Eniva Corporation

    7. Univera Life Sciences

    8. Monavie

    9. Herbalife

    10. Tahitian Noni International

    If you are honestly serious about building a a multilevel marketing company business, the next step is to thoroughly inspection the company you are thinking pertinent to adding your name to the rolls of. Then once you have decided which business you would like to become affiliated with, Firmly ensure you get some first rate training before you even get started. That will put you on the road to true network marketing success.

    About the Author:

    In pursuance of more counsel on the top multilevel marketing companies, stop in Home Based Business Central. Additional counsel is obtainable on advertising business internet online.

    Article Source: ArticlesBase.comTen Best Choices of MLM Companies

    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.