Archive

Archive for October, 2009

Pipa VS Ember : การ์ตูนเงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant

Home >> Articles

Pipa VS Ember : การ์ตูนเงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant

การ์ตูนชุดนี้ มีเนื้อหาที่เป็น highlight จากหนังสือ เงินสี่ด้าน Cashflow Quadrant โดย Robert Kiyosaki ในชุด พ่อรวยสอนลูก Rich Dad Poor Dad ทางผู้จัดทำอยากให้ทุกคนได้ดู และดูอย่างตั้งใจ เมื่อเปรียบเทียบเนื้อหา กับชีวิตจริงแล้ว การ์ตูนชุดนี้อาจจะช่วยให้แนวคิดการ(เลือกที่จะ)ดำเนินชีวิต ของทุกคนเปลี่ยนไปได้
Read more…

หลักการ SMART กับขายตรง(Direct Sale)

Home >> MLM Articles

หลักการ SMART กับขายตรง(Direct Sale)

อุตสาหกรรมการขายตรงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อธุรกิจขายตรงเติบโต ก็ต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาองค์กรไปสู่มูลค่าของธุรกิจอันมหาศาล มีบริษัทใหม่ ๆ เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมากมาย จนทำให้เป็นที่น่าจับตามองของผู้บริโภคที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของธุรกิจขายตรงเหล่านั้น ซึ่งผู้บริโภคหลาย ๆ คน ก็แปรผันตัวเองมาประกอบอาชีพขายตรง หรือเป็นนักธุรกิจขายตรงอย่างเอาจริงเอาจัง และคาดหวังถึงความสำเร็จในอนาคต โดยในการทำขายตรงนั้นถ้าหากเราตั้งใจจริง เราเลือกทำเพราะความชอบ มีความถนัด และมีความสนุกกับมันก็จะทำให้เรามีความสุขในการประกอบอาชีพขายตรง และนำเราไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จได้ไม่ไกลเกินเอื้อม

การทำขายตรงนั้นเราต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ถึงระบบที่แท้จริงของการขายตรง จนสามารถพัฒนาตนเองเป็นนักขายตรงมืออาชีพและประกอบอาชีพขายตรงได้อย่างยั่งยืน และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำขายตรงต้อง SMART ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

Specific : เจาะจง

การขายตรงเป็นการนำเสนอและส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า เป้าหมายโดยตรงในลักษณะเจาะจงเฉพาะแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่มทำให้การขายตรงต้องพบปะกับลูกค้าที่หลากหลาย โดยลูกค้าแต่ละคนก็จะมีความต้องการและระดับความพึงพอใจที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักขายตรงที่ต้องหาวิธีการตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละรายให้ได้รับความพึงพอใจโดยต้องศึกษา ทำความเข้าใจและพัฒนารูปแบบของการนำเสนอที่มีความแตกต่าง ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ดังนั้น นักขายตรงจะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเป้าหมายแต่ละรายอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทขายตรงก็จะต้องให้การสนับสนุนกับนักขายตรงของบริษัททั้งในด้านการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และด้านการพัฒนาบุคลากรหรือทีมงานนักขายตรงที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมของนักขายตรงให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

Modern : ทันสมัย

ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่ดี หรือ ไม่ดีก็ได้ แต่ที่แน่นอน คือ ทุกคนต้องการในสิ่งที่ดี ๆ ตรงกับที่ตนเองคาดหวัง การขายตรงก็เช่นกัน ต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องนำเสนอในสิ่งที่ทันสมัย ตรงกับความต้องการของทีมงานและผู้บริโภคเป้าหมาย นั่นแสดงให้เห็นว่า บริษัทขายตรงจะต้องมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ของตลาดขายตรง และนักขายตรงก็จะต้องดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายตรงด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ให้สอดรับกับความพึงพอใจของผู้บริโภคและทีมงาน เพราะคงไม่มีใครที่ต้องการพัฒนาในสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการหรือล้าสมัย ด้วยปัจจุบันยุคของข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลได้ง่ายขึ้น ชอบความรวดเร็ว ทัน สมัย และด้วยบริการที่แตกต่างซึ่งโดนใจ

Achievable : บรรลุเป้าหมาย

ทุกคนจะต้องมีความจำเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของความต้องการในสินค้าหรือบริการ หรือเป็นสิ่งกำหนดถึงเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน และสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ก็คือ เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิต เป้าหมายถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถจูงใจให้เราดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เปรียบเสมือนเป็นการกำหนดเส้นชัยที่เราจะต้องเดินทางไปหามัน และถ้าเราสามารถเดินทางไปสู่เส้นชัยที่เรากำหนดไว้ได้นั้น แสดงว่าเราประสบความสำเร็จ สำหรับการขายตรง การบรรลุเป้าหมายถือเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นที่ต้องการของนักขายตรงซึ่งคาดหวังว่าจะพิชิตมันให้ได้ ทำให้ธุรกิจขายตรงต้องมีการกำหนดแผนการตลาดหรือแผนของการสร้างโอกาสและรายได้ที่มีความชัดเจน เป็นธรรม เข้าถึงหรือบรรลุได้ง่าย และสามารถ ดึงดูดใจผู้บริโภคหรือทีมงาน ให้ได้รับการตอบสนองความพึงพอใจ และนักขายตรงจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจกับแผนการตลาดของบริษัทอย่างชัดเจนโดยต้องวิเคราะห์ถึง ศักยภาพของตนเองว่ามีความสามารถที่จะดำเนินการตามแผนดังกล่าวและสามารถบรรลุตามเป้าหมายของแผนดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างไร

Reliability : น่าเชื่อถือ

สิ่งที่แสดงถึงคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจขายตรง คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นความสามารถของนักขายตรงที่จะนำเสนอและส่งมอบความไว้วางใจ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคและทีมงานตามที่ได้สัญญา หรือควรที่จะเป็นได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจภายในเวลาที่เหมาะสม โดยลูกค้าแต่ละรายจะมีความเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแต่ละคนต้องการ การเอาใจใส่ ให้การดูแล ด้วยความจริงใจ มุ่งเน้นในคุณภาพของสินค้าและบริการที่สร้างความประทับใจ การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำขายตรง ซึ่งจะมีผลต่อทัศนคติในเชิงบวกของผู้บริโภค สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจขายตรง จนนำไปสู่ความพึงพอใจของผู้บริโภคและทีมงาน โดยต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง และ ทันสมัย ในรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักขายตรงต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าด้วยความ เต็มใจที่จะช่วยเหลือ มีความพร้อม รวดเร็ว ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าไม่มีความยุ่งยาก และมีความเสี่ยงน้อย สร้างให้เกิดความมั่นใจ สะท้อนในภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทและบุคลากร นอกจากนี้บริษัทขายตรงก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะนำเสนอสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีแผนการดำเนินงานสู่โอกาสและรายได้ ซึ่งมีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรมต่อนักขายตรง และง่ายต่อความสำเร็จในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ภาพลักษณ์ทางด้านการบริหารจัดการ และฐานะความมั่นคงทางการเงินของบริษัทก็สามารถสร้างความน่าเชื่อให้แก่ผู้บริโภคได้

Teamwork : ทำงานเป็นทีม

ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการขายตรงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทีมงาน หรือ เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานขายตรง ต้องกระทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ มีการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน มีความสัมพันธ์กัน และมีจุดประสงค์หรือความคาดหวังร่วมกัน ดังนั้นนักขายตรงต้องให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม โดยมีเจตนาที่ดี ตั้งใจ มีทักษะเชื่อมั่นในศักยภาพ ความสามารถของทีมงาน มีการร่วมมือ ประสานงานกันอย่างดี เข้าใจ ยอมรับ และไว้ใจซึ่งกันและกัน สามารถสร้างภาวะความเป็นผู้นำและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กรได้ ทีมงานที่จะประสบความสำเร็จในการขายตรง คือ กลุ่มของบุคคลที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของทีม โดยต้องยึดถือกรอบเพื่อทำงานร่วมกัน ดังนี้

- มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ทุก ๆ คนในเครือข่ายจะต้องมีเป้าหมาย แนวคิด มุมมองและทัศนคติในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จในอาชีพขายตรง ทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะมีลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทุกคนมีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จด้วย

- จัดการด้วยตนเอง สมาชิกในทีมงานต้องยอมรับบทบาทของตนในเวลาต่าง ๆ กัน สอดคล้องกับความจำเป็น ความต้องการและความสามารถของตน บางคนอาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่างแตกต่างจากคนอื่นก็สามารถนำมาเป็นส่วนร่วมเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับทีมงาน หรือเครือข่ายได้ หรือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้สมาชิกได้ทราบ เพื่อใช้ในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับตนเองต่อไป

- พึ่งพาตัวเอง ในการดำเนินงานธุรกิจขายตรงต้องอาศัยทีมงานในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่รอผลงานความสำเร็จจากเพื่อนสมาชิกเท่านั้น นักขายตรงต้องร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าที่และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเอื้ออาทร ช่วยเหลือกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้ามีบุคคลหนึ่งบุคคลใดทำงานเกินกำลังหรือประสบปัญหายุ่งยากอันใด ก็จะต้องร่วมมือกันช่วยเหลือนำพาทีมงานไปสู่ความสำเร็จ

เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป นักขายตรงก็ต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อความยั่งยืนในอาชีพการขายตรง แต่ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป สิ่งที่สำคัญคือ เราจะต้องมีความสุขในทุก ๆ วัน ขอให้ทุกคนมีความสุขในอาชีพขายตรง และทำขายตรงต้อง S-M-A-R-T

ที่มา : สยามธุรกิจ

—-Thanks for Reading—-
W.Wanich

หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล

2009/10/03 1 comment

Home >> Articles

หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองไทยได้มีโอกาสต้อนรับ กูรูทางด้านการจัดการระดับโลกหลายท่าน ล่าสุดก็คือ Peter Drucker ล่่าสุด Drucker ได้นำเสนอผลงานที่เขียนลงในวารสาร Harvard Business Review ในชื่อเรื่อง What Makes an Effective Executive เนื้อหาของบทความนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์กว่า 65 ปีที่ Drucker ได้ทำงานร่วมกับผู้นำองค์กรมาจำนวนมาก Drucker พบว่า ผู้นำที่มีประสิทธิผลนั้นมีลักษณะ บุคลิกภาพ และคุณลักษณะที่หลากหลายมาก แต่ผู้นำที่มีประสิทธิผลจะปฏิบัติตามแนวทางแปดประการ ได้แก่

  • พวกเขา จะถามว่า “อะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ”
  • พวกเขา จะถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับองค์กร”
  • พวกเขา จะพัฒนาแผนงาน
  • พวกเขา จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจลงไป
  • พวกเขา จะรับผิดชอบต่อการสื่อสาร ถ่ายทอดแผนงานให้เป็นที่รับรู้ และเข้าใจ
  • พวกเขา จะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญต่อโอกาสมากกว่าปัญหา
  • พวกเขา เป็นผู้นำการประชุมที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • พวกเขา คิด และจะใช้คำว่า “พวกเรา” มากกว่า “ผม” หรือ “ดิฉัน”

โดยภายใต้หลักการทั้งแปดข้อนั้น สองข้อแรกเป็นคำถามที่ก่อให้เกิดความรู้ที่ผู้นำต้องการ สี่ประเด็นต่อมาเป็นการเปลี่ยนความรู้ที่ได้เป็นการปฏิบัติที่เห็นผล และสองข้อสุดท้ายเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งองค์กรมีส่วนร่วมและรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน

เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักการทั้งแปดข้อของ Drucker ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใหม่นะครับ แต่เมื่อเป็นข้อเขียนจากผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดกูรูทางด้านการจัดการของโลก ทุกคนคงจะต้องให้ความสนใจเหมือนกันนะครับ เรามาลองดูทีละประเด็นอย่างย่อ ๆ นะครับ

ประเด็นแรก การถามว่า อะไรคือสิ่งที่จะต้องทำ เป็นวิธีการที่ผู้นำใช้ในการแสวงหาประเด็น หรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้นำจะต้องรีบลงมือดำเนินการหรือแก้ไข Drucker บอกไว้ว่า เขาไม่เคยเห็นผู้บริหารที่สามารถกำหนดสิ่งที่มีความจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะทำได้มากกว่าสองเรื่องพร้อม ๆ กัน และเมื่อดำเนินงานในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้นำที่ดีก็จะถามคำถามนี้ กับตัวเองอีกครั้ง เพื่อจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะต้องทำใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่างานที่ไม่สำคัญจะไม่ถูกจัดลำดับนะครับ เพียงแต่จะได้รับการมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำแทน

ประเด็นที่สอง คือคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับองค์กร จะมุ่งที่ทั้งองค์กรเป็นหลักนะครับ ไม่ได้มุ่งที่เฉพาะตัวผู้ถือหุ้น เจ้าของ พนักงาน หรือผู้บริหาร แต่จะให้ความสำคัญกับตัวองค์กรเป็นหลัก

ประเด็นที่สาม ผู้นำที่ดีจะต้องเขียนแผนงานที่จะปฏิบัติ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้นำที่ดีจะต้องสามารถนำความรู้ หรือสิ่งที่รู้ไปสู่การปฏิบัติ การเขียนแผนงานนั้นเป็นเหมือนกับสิ่งที่บอกว่า ผู้บริหารนั้นจะทำอะไรในอนาคต แต่ไม่ได้เป็นข้อสัญญาหรือข้อผูกมัดนะครับ เนื่องจากแผนงานเหล่านั้นจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นแผนงานเหล่านี้ยังจะต้องมีระบบในการกำกับและตรวจสอบที่จะบอกถึงความสำเร็จของการดำเนินงานตามแผนนั้นด้วย

ประเด็นที่สี่ การรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปนั้น การตัดสินใจที่ดีจะต้องทำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงชื่อบุคคล ที่รับผิดชอบ ที่จะนำการตัดสินใจนั้นไปปฏิบัติ ระยะเวลาที่ต้องทำให้การปฏิบัตินั้นเห็นผล บุคคลที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจนั้น จะต้องรับทราบและอย่างน้อยไม่ต่อต้านต่อการตัดสินใจนั้น และสุดท้ายจะต้องทราบว่าใครควรที่จะได้รับทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจนั้น ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจก็ตาม

ประเด็นที่ห้า ผู้นำที่ดีจะต้องสามารถสื่อสารแผนงานและข้อมูลที่สำคัญให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อแผนงานของผู้นำ

ประเด็นที่หก ผู้นำที่ดีจะให้ความสำคัญกับโอกาสมากกว่าปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นจะถูกซุกซ่อนนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการแก้ไข เพียงแต่ว่าการแก้ปัญหาไม่ได้เป็นการก่อให้เกิดผลลัพธ์ใด ๆ กับองค์กร เป็นเพียงการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง ในขณะที่โอกาสจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์สำหรับองค์กรมากกว่าปัญหา

ประเด็นที่เจ็ด ผู้นำที่ดีจะต้องรู้จักที่จะนำการประชุมได้อย่าง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งนี้เนื่องจากเวลาของผู้บริหารส่วนใหญ่จะหมดไปกับการประชุม แม้กระทั่งการพูดคุยสองต่อสองกับเพื่อนร่วมงานก็ถือเป็นการประชุมอย่างหนึ่ง แนวทางในการนำการประชุมให้ได้ผลดี ก็คือ จะต้องรู้ว่าล่วงหน้าว่า การประชุมที่จะเกิดขึ้นเป็นการประชุมในลักษณะใด เนื่องจากการเตรียมการและแนวทางในการนำการประชุม สำหรับแต่ละวัตถุประสงค์ก็ย่อมที่จะแตกต่างกัน ผู้นำจะต้องมีการเตรียมตัวและวางตัวในลักษณะที่แตกต่างกันสำหรับการประชุมในแต่ละลักษณะ นอกจากนี้ การติดตามงานหลังการประชุมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่ประชุมเสร็จแล้วปล่อยไปโดยขาดการติดตามงาน

ประเด็นสุดท้าย ผู้นำควรจะคิดและพูดในด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่งว่า พวกเรา มากกว่าเป็นเพียงแค่ ผม หรือ ดิฉัน ถึงแม้ผู้นำจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจในขององค์กรก็ตาม แต่การที่งานจะสำเร็จได้จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน เพราะฉะนั้นผู้นำที่ดีควรจะต้องคิดถึง และพยายามตอบสนองต่อความต้องการของทั้งองค์กรมากกว่าแต่ของตนเอง

เป็นอย่างไรบ้างครับ หลักการแปดประการจาก Peter Drucker ในการที่จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล อาจจะเป็นฉบับย่อหน่อยนะครับ แต่ก็น่าจะทำให้ท่านผู้อ่านพอจะเห็นภาพได้ ถึงแม้จะไม่มีอะไรใหม่แต่ผมเองก็เห็นด้วยกับเขานะครับ ผมมองว่าการเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่พิเศษพิสดาร เพียงแต่ควรทำในสิ่งปกติเหล่านี้ให้ได้ดีที่สุด แถม Drucker ยังพูดไว้ในประเด็นสุดท้ายของบทความด้วยนะครับ ว่าผู้นำที่ดีควรจะ ฟังก่อน แล้วพูดทีหลัง(Listen First, Speak Last) ในประเด็นสุดท้ายนี้ไม่ทราบว่า Drucker ต้องการสื่อถึงใครเป็นพิเศษหรือเปล่านะครับ

ที่มา : ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

—- Thanks for Reading —-
W.Wanich

รูปแบบการเป็นผู้นำ (Leadership Styles)

Home >> Articles

รูปแบบการเป็นผู้นำ (Leadership Styles)

ผู้นำแบบสั่งการ – Directing Style

เป็นรูปแบบผู้นำที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับงานเป็นหลัก มุ่งเน้นผลผลิตและประสิทธิภาพงาน เข้าควบคุม สั่งการ ผลักดันให้เกิดผล ควบคุมการตัดสินใจ แจกแจงบทบาท กำหนดกฎเกณฑ์ วิธีปฏิบัติงานและความคาดหวังที่ชัดเจน มีมาตรการติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด จะไม่ให้ความสำคัญด้านความสัมพันธ์กับสมาชิกในทีมมากนัก

เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีความพร้อมน้อย มีข้อจำกัดด้านทักษะความสามารถ และยังขาดความมุ่งมั่นใส่ใจในงาน จึงต้องให้คำชี้แนะขั้นตอนและวิธีการทำงานที่ชัดเจน ใกล้ชิด

ผู้นำแบบชี้แนะ – Guiding Style

เป็นรูปแบบผู้นำที่ให้ความสำคัญกับทั้งผลงานและขวัญกำลังใจ มีการกำกับการบริหารอย่างเข้มข้น ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้สมาชิกในทีมมีความรู้สึกผูกพันกับทีมและมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายและสร้างกระบวนการทำงาน เปิดช่องทางให้สมาชิกได้เสนอความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ คอยให้คำปรึกษาแนะนำกับทีม เสริมสร้างความมั่นใจในความสามารถของทีมพร้อมทั้งตั้งคำถามที่ท้าทายศักยภาพของทีมติดตามผลการปฎิบัติงาน มุ่งเน้นผลผลิตและให้รางวัลในผลสำเร็จ

เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่มีข้อจำกัดด้านทักษะความสามารถอยู่บ้าง

ผู้นำแบบมีส่วนร่วม – Participating Style

เป็นรูปแบบผู้นำที่ให้ความสำคัญกับคนและความรู้สึกของคนเป็นหลัก มีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งไม่เน้นการควบคุมสั่งการ พอใจที่จะให้สมาชิกในทีมมีความสุขกับงานรักษาสัมพันธภาพในทีม สร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร อบอุ่น คอยชี้แนะ ให้กำลังใจ รับฟังและอำนวยความสะดวก กระตุ้นให้สมาชิกในทีมประชุมอภิปรายร่วมกัน ตัดสินใจและแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกัน คอยติดตามผลการปฎิบัติงานและเปิดรับข้อแนะนำ

เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีทักษะความสามารถสูง แต่อาจขาดความมั่นใจ สับสน หรือขาดแรงจูงใจในการทำงาน

ผู้นำแบบกระจายอำนาจ – Empowering Style

เป็นรูปแบบผู้นำที่ให้ความเชื่อถือ ไว้วางใจในฝีมือ ความรู้ความสามารถตลอดจนความรับผิดชอบของสมาชิกในทีม จะกระจายความรับผิดชอบ ให้อิสระในการทำงาน การตัดสินใจต่างๆในขอบเขตที่ตกลงร่วมกัน เข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าที่จำเป็น เข้าแทรกแซงจัดการกับปัญหาหรือข้อขัดแย้งต่อเมื่อมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น ให้การสนับสนุนเมื่อได้รับการร้องขอ คอยตามดูผลงานอยู่ห่างๆ เป็นรูปแบบผู้นำที่ไม่ต้องเน้นทั้งผลงานและความสัมพันธ์มากนัก

เหมาะกับสมาชิกในทีมที่มีความพร้อมสูง มีความรู้ ความสามารถตลอดจนความรับผิดชอบสูง เป็นที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้

ที่มา : smart2rich.com

—-Thanks for reading—-
W.Wanich

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.